วันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ประชุมหอการค้ากร่อย! [29 พ.ย. 51 - 04:42]

นายสุรชัย จิตภักดีบดินทร์ ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า การที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ส่งผลกระทบต่อการสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 26 ที่จะจัดระหว่างวันที่ 28-30 พ.ย.นี้ ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เป็นอย่างมาก เพราะทำให้ต้องลดวันจัดงานจาก 3 วัน เหลือ วันเดียว คือวันที่ 29 พ.ย. 51 เพราะวันที่ 30 พ.ย. นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ที่ต้องเดิน ทางมาปาฐกถาพิเศษได้ยกเลิกการเข้าร่วม รวมทั้ง รมว.พาณิชย์ รมว.อุตสาหกรรม และ รมว.มหาดไทย
นอกจากนี้ ยังได้เปลี่ยนหัวข้อการประชุมเป็น “การฟื้นฟูประเทศไทยให้พ้นจากวิกฤติได้ อย่างไร” จากเดิมที่จะสัมมนาหัวข้อ “การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย : เพื่อรองรับความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาค” เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ โดยมีนายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย เป็นประธาน อย่างไรก็ตาม หอการค้าไทยจะนำเสนอผลประชุม และสมุดปกขาวแนวทางการแก้ปัญหาวิกฤติต่อนายกรัฐมนตรีด้วย
“การปิดสนามบินสุวรรณภูมิส่งผลกระทบต่อการสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ และธุรกิจท่องเที่ยวในจังหวัดสงขลามาก โดยเดิมคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานถึง 3,000 คน แต่ขณะนี้ลดลงมากเพราะตัวแทนภาคอีสานไม่สามารถเดินทางมาได้ ขณะที่ภาคเหนือยกเลิก จึงเหลือแค่ตัวแทนภาค กลางบางส่วนและภาคใต้ 14 จังหวัด ส่งผลให้เม็ดเงินการใช้จ่ายในงานลดลงจาก 500 ล้านบาท เหลือเพียง 100 ล้านบาท” ส่วนข้อเสนอทางออกนั้นต้องการให้นายกฯลาออก และให้กลุ่มพันธมิตฯสลายการชุมนุมโดยไม่มีเงื่อนไขเพื่อรอการเลือกตั้งครั้งใหม่ ระหว่างนี้จะต้องมีรัฐบาลและนายกฯ ที่เป็นกลางเป็นที่ยอมรับได้ของทุกฝ่ายบริหารประเทศรับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่กำลังตามกระทบในปีหน้า และไม่สนับสนุนให้มีการปฏิวัติ.
คำถาม
1.การสัมมนาหอการค้าจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่เท่าไหร่
2.หัวข้อการสัมมนามีชื่อว่าอะไร
3.การปิดสนามบินสุวรรณภูมิมีผลกระทบอย่างไรในการสัมมนาครั้งนี้
น.ส.ปาวดี เกษียร 48210433

วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

บิ๊ก ทรีเร่งล็อบบี้คองเกรส _หวั่นผลกระทบลูกโซ่เขย่าโรงงานซัพพลายเออร์ ดีลเลอร์ และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง

จัดทำบทความโดย นางสาวศิริพร ขำวิไล เลขทะเบียน 48210426

บิ๊ก ทรีเร่งล็อบบี้คองเกรส _หวั่นผลกระทบลูกโซ่เขย่าโรงงานซัพพลายเออร์ ดีลเลอร์ และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง

การล้มละลายของ "บิ๊ก ทรี" หรือ 3 ผู้ยิ่งใหญ่ในอุตสาหกรรมรถยนต์อเมริกัน แม้เพียงรายเดียวหรือกว่านั้น จะส่งผลกระทบทำให้เกิดการลดปริมาณการผลิตจำนวนมหาศาลในอุตสาหกรรมรถยนต์ของสหรัฐฯ แต่เป็นที่คาดการณ์ว่าในช่วงเวลาแห่งความชุลมุนที่เกิดขึ้น บริษัทรถยนต์ต่างประเทศ โดยเฉพาะบริษัทรถยนต์ญี่ปุ่น จะฉวยโอกาสเพิ่มกำลังการผลิตของโรงงานที่ตนมีอยู่ในสหรัฐอเมริกา ประเด็นดังกล่าวเป็นหนึ่งในวาระร้อนที่จะถูกหยิบยกไปนำเสนอในรัฐสภาสหรัฐฯ (คองเกรส) โดยตัวแทนบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ภายในช่วงสัปดาห์นี้ เป้าหมายก็เพื่อขอให้รัฐสภาเร่งตัดสินใจอนุมัติเงินช่วยเหลือมายังบริษัทผู้ผลิตเป็นการด่วน ไม่ว่าจะเป็นเงินช่วยจากงบส่วนไหนก็ตาม



แม้แต่นายบารัก โอบามา ผู้ได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งและกำลังรอสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่อย่างเป็นทางการในเดือนมกราคมปีหน้า ก็ยังออกมาเร่งเร้าให้รัฐบาลของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช รีบดำเนินการช่วยเหลืออย่างใดอย่างหนึ่งออกมาเสียที โดยเปรียบเทียบว่า อย่างน้อยรัฐบาลก็ควรจะ "วางเงินดาวน์" ของแผนกอบกู้เศรษฐกิจซึ่งเป็นวงเงินก้อนใหม่ออกมาได้แล้ว "เพื่อสร้างงาน บรรเทาภาระภาคครัวเรือน และช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง" ว่าที่ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ยังกล่าวเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (15 พ.ย.) ผ่านรายการวิทยุและเว็บไซต์ยูทูบ รวมทั้งเว็บไซต์ของเขาเอง (www.change.gov) ว่า ตั้งแต่ต้นปีมานี้ ตัวเลขคนตกงานของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นติดต่อกันมา 10 เดือนแล้ว คิดเป็นจำนวนรวมๆ กันเกือบ 1.2 ล้านคน และในจำนวนนี้ก็เป็นคนตกงานจากอุตสาหกรรมรถยนต์ที่กำลังมีปัญหารุมเร้าอยู่เป็นจำนวนมาก



ผู้แทนสหภาพคนงานอุตสาหกรรมรถยนต์ หรือ ยูเอดับเบิลยู เปิดเผยว่า ความเสี่ยงเกี่ยวกับภาวะล้มละลายของบริษัทผู้ผลิตมีสูงมาก รวมทั้งกรณีของเจเนอรัล มอเตอร์ส หรือ จีเอ็ม ซึ่งหากเกิดขึ้นก็จะทำให้มีคนตกงานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องนับแสนๆ คน ดังนั้นรัฐบาลชุดปัจจุบันจึงควรเร่งมือเข้าช่วยเหลือโดยไม่ต้องรอให้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ขึ้นมาก่อน "ณ ทางแพร่งนี้ เรากำลังอยู่ในวิกฤติที่อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจของประเทศ" นายรอน เก็ตเทลฟิงเงอร์ ประธานสหภาพ กล่าว



ทุกวันนี้ 3 บริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ซึ่งได้แก่ จีเอ็ม ฟอร์ด และไครสเลอร์ มีการจ้างงานคนงานคิดเป็นจำนวนรวมๆ กันประมาณ 240,000 คน และในส่วนโรงงานของบริษัทผู้ผลิตอะไหล่ตลอดจนชิ้นส่วนประกอบ ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์ป้อนให้กับยักษ์ใหญ่ 3 รายนี้ ก็มีการจ้างงานอีกราว 2.3 ล้านคน รวมๆ กันแล้วคิดเป็นสัดส่วนราว 2 % ของตลาดแรงงานในประเทศสหรัฐฯ มีผู้ประเมินว่า เฉพาะการล้มละลายของบริษัทจีเอ็มฯเพียงรายเดียว ก็เท่ากับการล่มสลายของผู้จ้างงานรายใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมรถยนต์ จำนวนคนที่จะต้องสูญเสียงานไปในทันทีนั้นมีมากกว่า 100,000 คน ซึ่งเกือบจะเทียบเท่าจำนวนคนที่ตกงานไปแล้วในปีนี้ของทั้งอุตสาหกรรมรถยนต์โดยรวม



ทั้งนี้ปัญหาของจีเอ็มคือการขาดสภาพคล่องอย่างหนัก หากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ เงินสดหมุนเวียนที่จะต้องใช้ในการดำเนินธุรกิจของจีเอ็มก็คงมีเหลือไม่เกินครึ่งปีหน้า บริษัทไม่เพียงขอเงินช่วยเหลือหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากภาครัฐแต่ยังพยายามปรับโครงสร้างธุรกิจเพื่อลดต้นทุนและปรับสายการผลิตหันมาพัฒนารถประหยัดเชื้อเพลิงมากขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด นายฌอน แมคคาลินเด็น หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์แห่งศูนย์วิจัยอุตสาหกรรมรถยนต์ในเมืองแอน อาร์เบอร์ มลรัฐมิชิแกน ซึ่งเป็นที่ตั้งของอุตสาหกรรมรถยนต์สหรัฐฯ ประเมินสถานการณ์ว่า วิกฤติครั้งนี้อาจทำให้อุตสาหกรรมรถยนต์สหรัฐฯ คล้ายอุตสาหกรรมรถยนต์ในแคนาดาและเม็กซิโกเข้าไปทุกที ในแง่ที่จะถูกบริษัทรถยนต์ต่างชาติเข้ามาครอบครองเป็นเจ้าของกิจการมากขึ้น


ที่มา : http://www.thannews.th.com/detialnews.php?id=T1023761&issue=2376


คำถาม

1.บิ๊ก ทรี ประกอบด้วยบริษัทอะไรบ้าง

2.ยูเอดับเบิลยู คือใคร และเปิดเผยว่าอย่างไร

3.ปัญหาของจีเอ็มคืออะไร

วันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

สิงคโปร์ซิวแชมป์ประเทศเอื้อธุรกิจ จากการจัดอันดับของธนาคารโลก


จัดทำบทความโดย นางสาว อาภาวี ยมรัตน์

เลขทะเบียน 48210484


สิงคโปร์ซิวแชมป์ประเทศเอื้อธุรกิจ จากการจัดอันดับของธนาคารโลก

ประเทศสิงคโปร์ นิวซีแลนด์ และ สหรัฐอเมริกา เป็นประเทศที่มีบรรยากาศเอื้อต่อการเริ่มดำเนินธุรกิจมากที่สุดในโลก จากการจัดอันดับของธนาคารโลก ที่ได้ทำการศึกษาเงื่อนไขด้านกฎหมาย และการส่งเสริมการลงทุนของภาคธุรกิจใน 181 ประเทศ ไทยติดที่ 13 ขยับขึ้น 6 อันดับ
ในรายงานประจำปี "การทำธุรกิจ 2009" (Doing Business 2009) ของธนาคารโลก และ บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล ไฟแนนซ์ คอร์ป หน่วยงานด้านการปล่อยกู้เพื่อภาคเอกชนของธนาคารโลก ต่อเงื่อนไขที่สนับสนุนการจัดตั้งธุรกิจขนาดเล็กใน 181 ประเทศ ระบุว่า สิงคโปร์ เป็นประเทศที่มีเงื่อนไขสนับสนุนการจัดตั้ง ธุรกิจมากที่สุดในโลก รองลงมา ได้แก่ นิวซีแลนด์ และ สหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ทั้งสามประเทศติดอันดับสูงสุดในรายงานฉบับดังกล่าวของธนาคารโลกเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน


รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นโดยได้ความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ และ เจ้าหน้าที่ของรัฐบาล 6,700 คนในประเทศต่างๆทั่วโลก เพื่อวิเคราะห์ความยาก-ง่าย และค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งธุรกิจในการดำเนินการตามกฎหมาย 10 ประเภทที่เกี่ยวข้องกับวงจรการจัดตั้ง ดำเนินการ และ ปิดกิจการ เช่น การขออนุญาตก่อสร้าง การจ้างพนักงาน การขอสินเชื่อ เงื่อนไขการจ่ายภาษี การบังคับใช้สัญญา และ การประกาศล้มละลาย โดยพิจารณาประเมินปัจจัยดังกล่าวอย่างเท่าเทียมกันเพื่อจัดทำดัชนีและอันดับประเทศที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ


ทั้งนี้ธนาคารโลกไม่ได้นำเอาปัจจัยอื่นที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจระดับภูมิภาค เช่น โครงสร้างของประเทศ และความปลอดภัยมาพิจารณาการจัดอันดับ ซึ่งเป็นเหตุผลที่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมประเทศจอร์เจียที่มีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นบ่อยครั้งกลับเป็นประเทศที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจเป็นอันดับที่ 20


แม้รายชื่อประเทศที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ 10 อันดับแรกส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในอันดับเดิม เว้นแต่ประเทศออสเตรเลียที่ขยับขึ้นมาในอันดับที่ 9 และทำให้ประเทศนอร์เวย์ตกไปที่อันดับที่ 10 แต่ในการสำรวจครั้งล่าสุดธนาคารโลกพบว่ามีกระแสการปฏิรูประเบียบต่างๆเพื่อเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจในหลายประเทศและทำให้ประเทศเหล่านั้นมีอันดับที่ดีขึ้น โดยทีมงานจัดทำรายงาน "การดำเนินธุรกิจ 2009" พบว่าในช่วงเวลา 12 เดือนตั้งแต่มิถุนายน 2550 ถึง 2551 มีการดำเนินการปฏิรูปเงื่อนไขใน 113 เขตเศรษฐกิจ ถึง 239 ครั้ง ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ธนาคารโลกเริ่มโครงการจัดทำรายงานการดำเนินธุรกิจเมื่อ 6 ปีก่อน


ในการศึกษาครั้งนี้ทีมงานพบว่า ประเทศอาเซอร์ไบจานมีความตื่นตัวในการปฏิรูปเงื่อนไขการดำเนินธุรกิจมากที่สุด โดยรัฐบาลได้เปลี่ยนแปลงเงื่อนไข 7 ใน 10 ข้อซึ่งอยู่ในกรอบการพิจารณาของธนาคารโลก ซึ่งเอื้ออำนวยต่อการดำเนินธุรกิจมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่นการลดเวลาขั้นตอนการขอดำเนินธุรกิจลงจาก 122 วันเหลือเพียง 16 วัน การปฏิรูปกฎหมายแพ่ง และการใช้ระบบยื่นแบบจ่ายภาษีออนไลน์ ทำให้อาเซอร์ไบจานติดอันดับที่ 33 ในการจัดอันดับครั้งล่าสุด ขยับขึ้นจากอันดับที่ 97 ซึ่งเป็นอันดับในปีที่แล้ว


ขณะที่ประเทศสิงคโปร์ที่มีเงื่อนไขเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจมากที่สุดเป็นอันดับที่ 1 เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน เพราะการดำเนินธุรกิจในสิงคโปร์มีค่าใช้จ่ายด้านการส่งออก-นำเข้าน้อย มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด มีกฎหมายแรงงานที่ให้ประโยชน์แก่นายจ้าง และนักธุรกิจจะใช้เวลาขออนุญาตดำเนินธุรกิจเพียง 4 วันจึงสามารถเปิดทำการได้ แต่ยังเป็นรองประเทศนิวซีแลนด์ที่อยู่ในอันดับที่ 2 ของการจัดอันดับครั้งนี้ เพราะนักธุรกิจจะใช้เวลาดำเนินการขอเปิดธุรกิจเพียง 24 ชั่วโมงเท่านั้น ส่วนประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้อันดับที่ 3 มีกฎหมายแรงงานที่ผ่อนปรนมากที่สุดในโลก และมีระบบราชการที่เป็นขั้นเป็นตอนต่อเนื่อง ทำให้การเริ่มดำเนินธุรกิจในสหรัฐฯเป็นไปได้โดยง่าย


ธนาคารโลกได้จัดให้เขตปกครองพิเศษฮ่องกง ประเทศเดนมาร์ก สหราชอาณาจักร ไอร์แลนด์ แคนาดา ออสเตรเลีย นอร์เวย์ อยู่ใน 10 อันดับแรกของประเทศที่มีเงื่อนไขเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจมากที่สุดในโลก ส่วนประเทศไทยติดอันดับที่ 13 ในการจัดอันดับครั้งนี้ ขยับขึ้นจากอันดับที่ 19 ในปีที่แล้ว เพราะมีการปฏิรูปเงื่อนไขที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจมากขึ้น เช่น ลดเวลาการโอนถ่ายสินทรัพย์ลงเหลือ 2 วันผ่านกระบวนการเพียง 2 ขั้นตอน การให้สิทธิของผู้ถือหุ้นส่วนน้อยมากขึ้น และการที่รัฐบาลยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ขณะที่ประเทศมาเลเซียอยู่ที่อันดับที่ 20 ในปีนี้ขยับขึ้นจากอันดับที่ 25 ในปีที่แล้ว


เพเนโลปี บรูค ผู้อำนวยการฝ่ายดัชนีชี้วัด และการวิเคราะห์ของธนาคารโลก กล่าวว่า กระแสการปฏิรูปเงื่อนไขของรัฐบาลให้เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจเป็นกระแสระดับโลก โดยมีปัจจัยผลักดันการพัฒนาที่แตกต่างกันไปตามภูมิภาค บางประเทศในยุโรปตะวันออกก็ได้แรงกระตุ้นจากระเบียบปฏิบัติในการเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ส่วนรัฐบาลของประเทศในภูมิภาคลาตินอเมริกา ก็พยายามผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศสามารถแข่งขันได้กับประเทศในกลุ่มเดียวกัน


ทั้งนี้ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ติดอันดับที่ 181 ในการจัดอันดับครั้งนี้




คำถามท้ายเรื่อง


1.ใครเป็นคนจัดอันดับประเทศเอื้อธุรกิจ

2.ประเทศไทยติดอันดับที่ 13 ในการจัดอันดับครั้งนี้ ขยับขึ้นจากอันดับที่ 19 ในปีที่แล้ว เป็นเพราะเหตุใด

3.ทำไมประเทศสิงคโปร์จึงได้แชมป์ประเทศเอื้อธุรกิจ