วันจันทร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ญี่ปุ่นถลำลงสู่ภาวะศก.ถดถอยแล้ว แถมอนาคตก็ 'มืด' ตามเศรษฐกิจโลก


เอเจนซี - ญี่ปุ่นถลำลงสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี ในระหว่างไตรมาสสามของปีนี้ และนักวิเคราะห์บางคนมองว่า วิกฤตทางการเงินทั่วโลกที่ยังคงรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ อาจจะทำให้เศรษฐกิจของแดนอาทิตย์อุทัยต้องก้าวไปบนเส้นทางการหดตัวอย่างยาวนานที่สุดเท่าที่เคยเป็นมา


ในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายนปีนี้ ผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี)ของญี่ปุ่นได้หดตัวลง 0.1% ทั้งๆ ที่เป็นไตรมาสซึ่งแดนอาทิตย์อุทัยเพิ่งรับผลกระทบของความปั่นป่วนรุนแรงในตลาดการเงินโลกที่เริ่มต้นขึ้นในตอนกลางเดือนกันยายน อันทำเอากิจการธนาคารในวอลล์สตรีทล่มจมเป็นแถวๆ อีกทั้งจุดชนวนให้ตลาดหลักทรัพย์โตเกียวดำดิ่งเหว และเงินเยนแข็งค่า ซึ่งน่าจะทำให้พวกผู้ส่งออกยิ่งบาดเจ็บหนักขึ้นไปอีก


ทางด้านเขตยูโรโซนก็ประสบภาวะเศรษฐกิจถดถอยเช่นเดียวกัน ทั้งนี้เมื่อพิจารณาตามคำจำกัดความที่นิยมใช้กันทั่วไปที่ว่า ภาวะเศรษฐกิจถดถอยก็คือการที่เศรษฐกิจอยู่ในสภาพติดลบรวม 2 ไตรมาสต่อเนื่องกัน ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯนั้นก็คาดว่าจะตามติดมาในไม่ช้า ภายหลังจากไตรมาสสามปีนี้อยู่ในอาการติดลบแล้ว 1 ไตรมาส


สำหรับญี่ปุ่นนั้น นักเศรษฐศาสตร์บางคนเตือนว่าในไตรมาสสี่ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นก็อาจจะติดลบด้วยเช่นเดียวกัน รัฐมนตรีเศรษฐกิจของญี่ปุ่น คาโอรุ โยซาโนะ ก็ออกมาบอกว่าสถานการณ์อันยากลำบากกำลังรออยู่เบื้องหน้า


"เศรษฐกิจจะตกต่ำลงไปมากกว่านี้อีก ซึ่งเป็นไปในทางเดียวกันเศรษฐกิจโลก" ยาโซโนะกล่าว "เราจะต้องรำลึกไว้เสมอว่าสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจอาจจะตกต่ำมากกว่าเดิม อันเนื่องมาจากวิกฤตการเงินของสหรัฐฯและยุโรปที่กินลึกในระบบไปเรื่อย ๆ และก็ยังถูกซ้ำเติมด้วยราคาหุ้นและค่าเงินที่จะเหวี่ยงขึ้นลงอย่างรุนแรงเมื่อความกังวลเรื่องเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น"


ปัญหาเศรษฐกิจของยุโรปและญี่ปุ่นเน้นให้เห็นว่าผู้นำโลกจำเป็นจะต้องหาแผนที่มีประสิทธิภาพพอที่จะบรรเทาวิกฤตที่เกิดขึ้น การประชุมเมื่อวันเสาร์(15)ของผู้นำประเทศในกลุ่มจี 20 แม้จะสามารถออกแถลงการณ์ร่วมกันมาได้ แต่ก็ไม่ทำให้นักลงทุนในตลาดเชื่อมั่นมากขึ้นเพราะไม่สามารถบรรลุมาตรการที่มีผลในทางปฏิบัติ ความผันผวนของตลาดครั้งใหม่ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่กลางเดือนกันยายนเป็นต้นมา ยังไม่ถูกนำมาคำนวณในตัวเลขจีดีพีของญี่ปุ่นทั้งหมด ซึ่งความเป็นจริงนี้ยิ่งทำให้ภาพรวมของเศรษฐกิจญี่ปุ่นในไตรมาสสี่ตลอดจนช่วงต่อไปในอนาคต ยิ่งมัวมนลงไปอีก


ดัชนีนิกเคอิของตลาดโตเกียวร่วงลงมาถึงหนึ่งในสี่แล้วนับตั้งแต่เริ่มต้นเดือนตุลาคมเป็นต้นมา ส่วนค่าเงินเยนก็พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 13 ปีเมื่อเทียบเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งก็ยิ่งทำให้ผู้ส่งออกญี่ปุ่นบอบช้ำหนักขึ้น นอกจากนี้ก็ยังทำให้ชาวญี่ปุ่นลดการบริโภคลงด้วย ปัจจัยทั้งสองประการนี้ นั่นคือ การส่งออกและการบริโภค เป็นเสาหลักของเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่เมื่ออ่อนตัวลงมาพร้อมก็จะทำให้ญี่ปุ่นมีปัญหาทุกครั้ง


รองผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น คิโยะฮิโกะ นิชิมูระ ก็ยังได้ออกมาเตือนด้วยว่าภาวะอันย่ำแย่ของตลาดนั้นจะไม่ยุติลงไปง่าย ๆ "ความกังวลของผู้เล่นในตลาดเกี่ยวกับความเสี่ยงของตลาดเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ตลาดเหล่านี้ที่มีบทบาทสูงในโลกการเงิน มีประสิทธิภาพลดลง ซึ่งจะส่งผลให้ตลาดการเงินของญี่ปุ่นไร้เสถียรภาพตามไปด้วย"


จากข้อมูลที่รัฐบาลญี่ปุ่นแถลงวันจันทร์(17) ตัวเลขจีดีพีของไตรมาสสามเมื่อแปลงเป็นอัตราต่อปีแล้ว จะเท่ากับหดตัวลง 0.4% ย่ำแย่ชนิดกลับตาลปัตรจากที่ตลาดทำนายกันโดยทั่วไปว่าจะมีการขยายตัวในระดับ 0.3%


สำหรับไตรมาสสองนั้น ตัวเลขที่แถลงวันจันทร์ ได้มีการแก้ไขใหม่ให้ติดลบหนักหน่วงยิ่งกว่าเดิมอีก กล่าวคือ จีดีพีในไตรมาสดังกล่าวมีการหดตัวเท่ากับปีละ 0.9% นับเป็นอัตราการลดลงมากที่สุดในรอบ 7 ปี


นักเศรษฐศาสตร์บางคนเชื่อว่า จีดีพีรวมทั้งปีนี้ของญี่ปุ่น ก็น่าจะหดตัวลงด้วยเช่นกัน


"ความเสี่ยงที่ญี่ปุ่นจะเผชิญหน้ากับภาวะหดตัวติดกันทั้งไตรมาสสามและสี่เพิ่มสูงขึ้นทุกขณะ เนื่องเพราะเราไม่สามารถที่จะพึ่งพาการส่งออกได้อีกต่อไปแล้ว ประเทศที่เป็นตลาดของเราก็ถูกกระทบจากวิกฤตการเงินด้วยเช่นกัน" ทาเคชิ มินามิ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของสถาบันวิจัยโนริชุกินกล่าว


ค่าเงินเยนวานนี้ดิ่งลงทันทีหลังมีการประกาศตัวเลขอัตราการเติบโตออกมา แต่เนื่องจากเงินเยนเป็นเงินที่ต้นทุนกู้ยืมต่ำที่สุดเพราะดอกเบี้ยของญี่ปุ่นต่ำที่สุดในโลก ทำให้การดิ่งลงนี้เป็นภาวะชั่วคราวเท่านั้น จึงคาดการณ์กันว่าไม่ช้านักลงทุนก็จะต้องการเงินเยนสำหรับเป็นฐานในการลงทุนในตลาดต่าง ๆของโลกอีกครั้ง


ส่วนดัชนีนิกเคอิก็ร่วงลงราว 2.5% หลังการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจออกมา แต่นักลงทุนก็พากันช้อนซื้อหุ้นราคาถูกทำให้ดัชนีดีดกระเตื้องขึ้น และปิดโดยบวก 0.7%






จัดทำบทความโดย นางสาวฐิตาภรณ์ ธีระศรีปรีชา เลขทะเบียน 48210448
คำถาม
1.ปัญหาที่เป็นเสาหลักของเศรษฐกิจญี่ปุ่น 2 ประการ ได้แก่อะไรบ้าง
2.ความเสี่ยงที่ญี่ปุ่นจะเผชิญกับภาวะจีดีพีรวมทั้งไตรมาส 3 และ 4 มาจากสาเหตุใด
3.ภาวะเศรษฐกิจถดถอย คืออะไร

วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ทิสโก้ซื้อธุรกิจลิสซิ่งจากกลุ่มฟอร์ด ตอกย้ำผู้นำเช่าซื้อ


ทิสโก้เข้าซื้อกิจการลีสซิ่งในเครือฟอร์ดมอเตอร์ ตอกย้ำความเป็นผู้นำในธุรกิจเช่าซื้อ เพื่อขยายธุรกิจเช่าซื้อของกลุ่มทิสโก้ รวมทั้งขยายโอกาสทางธุรกิจเพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำในเครือฟอร์ด มาสด้า และวอลโว่ ทิสโก้เตรียมรับช่วงเข้าบริหารพอร์ตต่อต้นปี 52 นี้

นางอรนุช อภิศักดิ์ศิริกุล กรรมการรองกรรมการอำนวยการธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า คณะกรรมการธนาคารมีมติอนุมัติให้บริษัททิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป ซึ่งบริษัทแม่ของธนาคารทิสโก้ เข้าซื้อกิจการของ บริษัท ไพรมัส ลีสซิ่ง จำกัด ซึ่งทำธุรกิจลีสซิ่งของบริษัทฟอร์ด เครดิต อินเตอร์เนชั่นแนล ที่ให้บริการสินเชื่อแก่ผู้จำหน่ายรถยนต์และผู้ซื้อรถยนต์ฟอร์ด มาสด้า และวอลโว่ในประเทศไทย โดยมีสินทรัพย์รวมประมาณ 8,500 ล้านบาท เพื่อเป็นการขยายธุรกิจเช่าซื้อของกลุ่มทิสโก้ รวมทั้งยังเป็นการขยายโอกาสทางธุรกิจในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าคุณภาพของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำในเครือฟอร์ด มาสด้า และวอลโว่ โดยได้มีการลงนามในสัญญาซื้อกิจการไปเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. ที่ผ่านมา โดยหลังจากที่ได้รับอนุมัติจากธนาคารแห่งประเทศไทย ทิสโก้จะเข้าไปบริหารกิจการดังกล่าวได้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2552 เป็นต้นไป
“ฟอร์ด เครดิต อินเตอร์เนชั่นแนล ประกอบธุรกิจในไทยมานาน และมีฐานลูกค้าที่มีคุณภาพ เชื่อว่าเมื่อบวกกับความชำนาญในธุรกิจเช่าซื้อของทิสโก้ หลังจากที่เราเข้าไปบริหารธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ของเครือฟอร์ด จะเป็นการเพิ่มศักยภาพในการบริการลูกค้าฟอร์ดได้ดียิ่งขึ้น โดยทิสโก้จะเป็นผู้สนับสนุนทางการเงินแก่ผู้จำหน่าย (ดีลเลอร์) และลูกค้าของฟอร์ดมอเตอร์ต่อเนื่องไปจากปัจจุบัน และคงบริการที่ดีแก่ลูกค้าและผู้จำหน่ายของฟอร์ดมอเตอร์” นางอรนุช กล่าว

สำหรับการขายธุรกิจเช่าซื้อของฟอร์ด เครดิต อินเตอร์เนชั่นแนล ในครั้งนี้ เกิดขึ้นภายหลังจากการที่ฟอร์ด มอเตอร์ได้มองหาพันธมิตรที่มีความแข็งแกร่ง เพื่อเข้าสนับสนุนธุรกิจของฟอร์ด ให้เพิ่มขีดความสารถการบริการลูกค้าให้มากขึ้น อีกทั้งเป็นการพัฒนาธุรกิจของฟอร์ดในการมุ่งเน้นธุรกิจจำหน่ายรถยนต์ในไทยให้ก้าวหน้าต่อไป จึงตัดสินใจขายธุรกิจเช่าซื้อให้แก่ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป

“กลุ่มทิสโก้เป็นผู้ให้บริการด้านการเงินชั้นนำที่มีความแข็งแกร่งและมีผลประกอบการที่ดี มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาธุรกิจ อีกทั้งเป็นผู้สนับสนุนสินเชื่อเช่าซื้อแก่ลูกค้าของฟอร์ด มาสด้า และวอลโว่มานาน เรามั่นใจว่าความแข็งแกร่งและศักยภาพของเรา จะช่วยสนับสนุนธุรกิจของฟอร์ดที่จะมุ่งเน้นธุรกิจจำหน่ายรถยนต์ให้พัฒนายิ่งขึ้น และสามารถขยายการให้บริการให้แก่ลูกค้าได้มากขึ้น ทั้งผู้จำหน่ายรถยนต์และผู้ซื้อรถยนต์เอง ซึ่งการซื้อขายกิจการดังกล่าวจะเป็นการดีต่อกันทั้งสองฝ่าย ในการขยายธุรกิจในอนาคตและเพิ่มการบริการแก่ลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น"

อนึ่ง ธุรกิจลีสซิ่งของฟอร์ด ที่กลุ่มทิสโก้เข้าซื้อครั้งนี้ ประกอบด้วยลูกค้าสินเชื่อของฟอร์ด มาสด้า และวอลโว่ รวมประมาณ 26,600 ราย และมีผู้จำหน่าย 138 ราย ทั้งนี้การเข้าซื้อกิจการดังกล่าวอยู่ระหว่างการยื่นขออนุมัติต่อธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งทิสโก้คาดว่า จะสามารถเข้าไปบริหารงานอย่างเต็มตัวได้ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2552
คำถาม
1.เพราะเหตุใดทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จึงตัดสินใจซื้อธุรกิจลีสซิ่งของฟอร์ด
2.จากการรวมธุรกิจทิสโก้จะเป็นผู้สนับสนุนด้านใดบ้าง
3.ธุรกิจลีสซิ่งของฟอร์ด ที่กลุ่มทิสโก้เข้าซื้อครั้งนี้ ประกอบด้วยอะไรบ้าง
น.ส.พันธิตรา โพธิ์ไพจิตร

วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2551

หุ้นไทยปี'52 เป็นแค่เทรดดิง

ในงานสัมมนาเรื่องทิศทางตลาดหุ้นไทยปี 2552 และกลยุทธ์การลงทุน ซึ่งจัดโดยตลาดหลักทรัพย์ ยอมรับว่าอยู่ในภาวะที่ยิ้มไม่ออก
และต้องทำใจยอมรับความเป็นจริงว่าตลาดหุ้นปีวัวยังยากที่จะดีขึ้น และยังเต็มไปด้วยความเสี่ยง ซึ่งนักลงทุนทำได้เพียงเทรดดิงหรือเล่นสั้นๆ เท่านั้น
นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บล.เอเซีย พลัส (ASP) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยปี 2552 จะเป็นตลาดเทรดดิงมากกว่า เพราะต้องยอมรับว่าขณะนี้เศรษฐกิจของทั้งโลกยังไม่ดี และเศรษฐกิจไทยปีหน้าจะติดลบ 5% และยังคงเห็นข่าวร้ายๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนข่าวร้ายของประเทศไทยนั้นเพิ่งจะเกิดขึ้นเท่านั้น เพราะจะเห็นว่าหลังจากนี้หรือในปีหน้าเราอาจเห็นสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือลดเครดิตประเทศไทยหลังเปลี่ยนมุมมองเป็นลบไปแล้ว ซึ่งเหตุผลนี้จะทำให้ต้นทุนการเงินของประเทศแพงขึ้น และเราจะเห็นการหั่นกำไรของภาคธุรกิจลงไปอีก
“หุ้นไทยปีหน้าก็เหมือนกับไตรมาส 4 ปีนี้ ที่จะเป็นตลาดเทรดดิง หรือการขึ้นลงของดัชนีจะมีลักษณะฟันปลา และจะเห็นหุ้นเริ่มฟื้นในช่วงครึ่งปีหลัง 2552 หรือปลายปี หรืออย่างช้าหุ้นอาจจะไปฟื้นต้นปีหรือกลางปี 2553 ก็เกิดขึ้นได้เช่นกัน”

สำหรับ
กลยุทธ์ในการลงทุนนั้นแนะหลีกเลี่ยงหุ้นโรงกลั่นและปิโตรเคมี เพราะยังคงได้รับผลกระทบจากวิกฤต และให้ลงทุนหุ้นมือถือ หรือหุ้นที่มีเงินสดในมือเยอะ
นายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ และประธานสายงานวิจัยหลักทรัพย์ บล.ภัทร กล่าวเช่นเดียวกันว่า หุ้นปีหน้าคงเป็นแค่เทรดดิง และขณะนี้ยังไม่สามารถที่จะประเมินได้ว่าดัชนีตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไร ซึ่งจะมีการกลับมาพิจารณาดัชนีตลาดหุ้นไทยอีกครั้งกลางปี 2552 เมื่อสถานการณ์ต่างๆ ชัดเจนขึ้น
ศุภวุฒิ สายเชื้อ“เชื่อว่าการขายหุ้นเพื่อคืนหนี้ของกองทุนต่างประเทศน่าจะสิ้นสุดปลายปีนี้แล้ว และต้นปี 2552 หุ้นน่าจะเริ่มฟื้นตัว ได้ แต่หากจะเข้าลงทุนหุ้นให้ทยอยเข้าซื้อ ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2552 และถือยาว 3-5 ปี เชื่อได้ว่าจะได้รับผลตอบแทนที่ดี” นายศุภวุฒิ กล่าว
นอกจากนี้ ยังได้แนะวิธีเลือกลงทุนในหุ้นโดยให้ดูใน 4 ประเด็นหลักๆ คือ 1.ดูความสามารถของผู้บริหารกิจการว่ามีความสามารถสูงในช่วงวิกฤต 2.เป็นบริษัทที่มีสภาพคล่องหรือเงินสดในมือสูงพอ 3.มีงบดุลไม่เสี่ยงเช่นหนี้สินต่อทุนต่ำ และ 4.มีปันผลสูง
นายสมชาย ภคภาสวิวัฒน์ ประธานกรรมการบล.นครหลวงไทย กล่าวว่า หุ้นปีหน้ายังมีโอกาสที่จะลดลงจากระดับต่ำสุดของปีนี้ที่ 382 จุด ได้อีก 10-30% เพราะปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ยังไม่จบ และหากจีดีพีประเทศโตเพียง 1-3% ก็จะทำให้กำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ติดลบได้
นายมนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบล.กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า หุ้นมีขึ้น-มีลง ดังนั้นจึงบอกคาถาให้นักลงทุนว่า ซื้อเมื่อถูก ขายเมื่อหุ้นขึ้น และตอนนี้ถือว่าหุ้นไทยถูกมากๆ จึงน่าจะลงทุน
นอกจากนี้ เมื่อให้เหล่าเซียนให้คะแนนตลาดหุ้นไทยปีหน้า ซึ่งส่วนใหญ่ให้ที่ระดับ 3 คะแนน
จากคะแนนเต็ม 10 ก็ทำให้ เห็นว่าวิบากกรรมตลาดหุ้นไทยยังคงจะ มีอีกยาว!!!



ที่มา http://www.posttoday.com/stockmarket.php?id=21455

คำถาม
1 เศรษฐกิจไทยปีหน้าติดลบกี่เปอร์เซ็นต์
2 กลยุทธในการลงทุนนั้นควรหลีกเลี่ยงหุ้นประเภทใด
3 4ประเด็นหลักในการเลือกลงทุนในหุ้นมีอะไรบ้าง


น.ส.ลัดดาวัลย์ ลิมปิโชติกุล 48210439

วันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

ประชุมหอการค้ากร่อย! [29 พ.ย. 51 - 04:42]

นายสุรชัย จิตภักดีบดินทร์ ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า การที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ส่งผลกระทบต่อการสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 26 ที่จะจัดระหว่างวันที่ 28-30 พ.ย.นี้ ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เป็นอย่างมาก เพราะทำให้ต้องลดวันจัดงานจาก 3 วัน เหลือ วันเดียว คือวันที่ 29 พ.ย. 51 เพราะวันที่ 30 พ.ย. นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ที่ต้องเดิน ทางมาปาฐกถาพิเศษได้ยกเลิกการเข้าร่วม รวมทั้ง รมว.พาณิชย์ รมว.อุตสาหกรรม และ รมว.มหาดไทย
นอกจากนี้ ยังได้เปลี่ยนหัวข้อการประชุมเป็น “การฟื้นฟูประเทศไทยให้พ้นจากวิกฤติได้ อย่างไร” จากเดิมที่จะสัมมนาหัวข้อ “การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย : เพื่อรองรับความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาค” เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ โดยมีนายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย เป็นประธาน อย่างไรก็ตาม หอการค้าไทยจะนำเสนอผลประชุม และสมุดปกขาวแนวทางการแก้ปัญหาวิกฤติต่อนายกรัฐมนตรีด้วย
“การปิดสนามบินสุวรรณภูมิส่งผลกระทบต่อการสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ และธุรกิจท่องเที่ยวในจังหวัดสงขลามาก โดยเดิมคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานถึง 3,000 คน แต่ขณะนี้ลดลงมากเพราะตัวแทนภาคอีสานไม่สามารถเดินทางมาได้ ขณะที่ภาคเหนือยกเลิก จึงเหลือแค่ตัวแทนภาค กลางบางส่วนและภาคใต้ 14 จังหวัด ส่งผลให้เม็ดเงินการใช้จ่ายในงานลดลงจาก 500 ล้านบาท เหลือเพียง 100 ล้านบาท” ส่วนข้อเสนอทางออกนั้นต้องการให้นายกฯลาออก และให้กลุ่มพันธมิตฯสลายการชุมนุมโดยไม่มีเงื่อนไขเพื่อรอการเลือกตั้งครั้งใหม่ ระหว่างนี้จะต้องมีรัฐบาลและนายกฯ ที่เป็นกลางเป็นที่ยอมรับได้ของทุกฝ่ายบริหารประเทศรับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่กำลังตามกระทบในปีหน้า และไม่สนับสนุนให้มีการปฏิวัติ.
คำถาม
1.การสัมมนาหอการค้าจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่เท่าไหร่
2.หัวข้อการสัมมนามีชื่อว่าอะไร
3.การปิดสนามบินสุวรรณภูมิมีผลกระทบอย่างไรในการสัมมนาครั้งนี้
น.ส.ปาวดี เกษียร 48210433

วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

บิ๊ก ทรีเร่งล็อบบี้คองเกรส _หวั่นผลกระทบลูกโซ่เขย่าโรงงานซัพพลายเออร์ ดีลเลอร์ และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง

จัดทำบทความโดย นางสาวศิริพร ขำวิไล เลขทะเบียน 48210426

บิ๊ก ทรีเร่งล็อบบี้คองเกรส _หวั่นผลกระทบลูกโซ่เขย่าโรงงานซัพพลายเออร์ ดีลเลอร์ และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง

การล้มละลายของ "บิ๊ก ทรี" หรือ 3 ผู้ยิ่งใหญ่ในอุตสาหกรรมรถยนต์อเมริกัน แม้เพียงรายเดียวหรือกว่านั้น จะส่งผลกระทบทำให้เกิดการลดปริมาณการผลิตจำนวนมหาศาลในอุตสาหกรรมรถยนต์ของสหรัฐฯ แต่เป็นที่คาดการณ์ว่าในช่วงเวลาแห่งความชุลมุนที่เกิดขึ้น บริษัทรถยนต์ต่างประเทศ โดยเฉพาะบริษัทรถยนต์ญี่ปุ่น จะฉวยโอกาสเพิ่มกำลังการผลิตของโรงงานที่ตนมีอยู่ในสหรัฐอเมริกา ประเด็นดังกล่าวเป็นหนึ่งในวาระร้อนที่จะถูกหยิบยกไปนำเสนอในรัฐสภาสหรัฐฯ (คองเกรส) โดยตัวแทนบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ภายในช่วงสัปดาห์นี้ เป้าหมายก็เพื่อขอให้รัฐสภาเร่งตัดสินใจอนุมัติเงินช่วยเหลือมายังบริษัทผู้ผลิตเป็นการด่วน ไม่ว่าจะเป็นเงินช่วยจากงบส่วนไหนก็ตาม



แม้แต่นายบารัก โอบามา ผู้ได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งและกำลังรอสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่อย่างเป็นทางการในเดือนมกราคมปีหน้า ก็ยังออกมาเร่งเร้าให้รัฐบาลของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช รีบดำเนินการช่วยเหลืออย่างใดอย่างหนึ่งออกมาเสียที โดยเปรียบเทียบว่า อย่างน้อยรัฐบาลก็ควรจะ "วางเงินดาวน์" ของแผนกอบกู้เศรษฐกิจซึ่งเป็นวงเงินก้อนใหม่ออกมาได้แล้ว "เพื่อสร้างงาน บรรเทาภาระภาคครัวเรือน และช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง" ว่าที่ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ยังกล่าวเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (15 พ.ย.) ผ่านรายการวิทยุและเว็บไซต์ยูทูบ รวมทั้งเว็บไซต์ของเขาเอง (www.change.gov) ว่า ตั้งแต่ต้นปีมานี้ ตัวเลขคนตกงานของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นติดต่อกันมา 10 เดือนแล้ว คิดเป็นจำนวนรวมๆ กันเกือบ 1.2 ล้านคน และในจำนวนนี้ก็เป็นคนตกงานจากอุตสาหกรรมรถยนต์ที่กำลังมีปัญหารุมเร้าอยู่เป็นจำนวนมาก



ผู้แทนสหภาพคนงานอุตสาหกรรมรถยนต์ หรือ ยูเอดับเบิลยู เปิดเผยว่า ความเสี่ยงเกี่ยวกับภาวะล้มละลายของบริษัทผู้ผลิตมีสูงมาก รวมทั้งกรณีของเจเนอรัล มอเตอร์ส หรือ จีเอ็ม ซึ่งหากเกิดขึ้นก็จะทำให้มีคนตกงานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องนับแสนๆ คน ดังนั้นรัฐบาลชุดปัจจุบันจึงควรเร่งมือเข้าช่วยเหลือโดยไม่ต้องรอให้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ขึ้นมาก่อน "ณ ทางแพร่งนี้ เรากำลังอยู่ในวิกฤติที่อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจของประเทศ" นายรอน เก็ตเทลฟิงเงอร์ ประธานสหภาพ กล่าว



ทุกวันนี้ 3 บริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ซึ่งได้แก่ จีเอ็ม ฟอร์ด และไครสเลอร์ มีการจ้างงานคนงานคิดเป็นจำนวนรวมๆ กันประมาณ 240,000 คน และในส่วนโรงงานของบริษัทผู้ผลิตอะไหล่ตลอดจนชิ้นส่วนประกอบ ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์ป้อนให้กับยักษ์ใหญ่ 3 รายนี้ ก็มีการจ้างงานอีกราว 2.3 ล้านคน รวมๆ กันแล้วคิดเป็นสัดส่วนราว 2 % ของตลาดแรงงานในประเทศสหรัฐฯ มีผู้ประเมินว่า เฉพาะการล้มละลายของบริษัทจีเอ็มฯเพียงรายเดียว ก็เท่ากับการล่มสลายของผู้จ้างงานรายใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมรถยนต์ จำนวนคนที่จะต้องสูญเสียงานไปในทันทีนั้นมีมากกว่า 100,000 คน ซึ่งเกือบจะเทียบเท่าจำนวนคนที่ตกงานไปแล้วในปีนี้ของทั้งอุตสาหกรรมรถยนต์โดยรวม



ทั้งนี้ปัญหาของจีเอ็มคือการขาดสภาพคล่องอย่างหนัก หากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ เงินสดหมุนเวียนที่จะต้องใช้ในการดำเนินธุรกิจของจีเอ็มก็คงมีเหลือไม่เกินครึ่งปีหน้า บริษัทไม่เพียงขอเงินช่วยเหลือหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากภาครัฐแต่ยังพยายามปรับโครงสร้างธุรกิจเพื่อลดต้นทุนและปรับสายการผลิตหันมาพัฒนารถประหยัดเชื้อเพลิงมากขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด นายฌอน แมคคาลินเด็น หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์แห่งศูนย์วิจัยอุตสาหกรรมรถยนต์ในเมืองแอน อาร์เบอร์ มลรัฐมิชิแกน ซึ่งเป็นที่ตั้งของอุตสาหกรรมรถยนต์สหรัฐฯ ประเมินสถานการณ์ว่า วิกฤติครั้งนี้อาจทำให้อุตสาหกรรมรถยนต์สหรัฐฯ คล้ายอุตสาหกรรมรถยนต์ในแคนาดาและเม็กซิโกเข้าไปทุกที ในแง่ที่จะถูกบริษัทรถยนต์ต่างชาติเข้ามาครอบครองเป็นเจ้าของกิจการมากขึ้น


ที่มา : http://www.thannews.th.com/detialnews.php?id=T1023761&issue=2376


คำถาม

1.บิ๊ก ทรี ประกอบด้วยบริษัทอะไรบ้าง

2.ยูเอดับเบิลยู คือใคร และเปิดเผยว่าอย่างไร

3.ปัญหาของจีเอ็มคืออะไร

วันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

สิงคโปร์ซิวแชมป์ประเทศเอื้อธุรกิจ จากการจัดอันดับของธนาคารโลก


จัดทำบทความโดย นางสาว อาภาวี ยมรัตน์

เลขทะเบียน 48210484


สิงคโปร์ซิวแชมป์ประเทศเอื้อธุรกิจ จากการจัดอันดับของธนาคารโลก

ประเทศสิงคโปร์ นิวซีแลนด์ และ สหรัฐอเมริกา เป็นประเทศที่มีบรรยากาศเอื้อต่อการเริ่มดำเนินธุรกิจมากที่สุดในโลก จากการจัดอันดับของธนาคารโลก ที่ได้ทำการศึกษาเงื่อนไขด้านกฎหมาย และการส่งเสริมการลงทุนของภาคธุรกิจใน 181 ประเทศ ไทยติดที่ 13 ขยับขึ้น 6 อันดับ
ในรายงานประจำปี "การทำธุรกิจ 2009" (Doing Business 2009) ของธนาคารโลก และ บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล ไฟแนนซ์ คอร์ป หน่วยงานด้านการปล่อยกู้เพื่อภาคเอกชนของธนาคารโลก ต่อเงื่อนไขที่สนับสนุนการจัดตั้งธุรกิจขนาดเล็กใน 181 ประเทศ ระบุว่า สิงคโปร์ เป็นประเทศที่มีเงื่อนไขสนับสนุนการจัดตั้ง ธุรกิจมากที่สุดในโลก รองลงมา ได้แก่ นิวซีแลนด์ และ สหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ทั้งสามประเทศติดอันดับสูงสุดในรายงานฉบับดังกล่าวของธนาคารโลกเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน


รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นโดยได้ความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจ และ เจ้าหน้าที่ของรัฐบาล 6,700 คนในประเทศต่างๆทั่วโลก เพื่อวิเคราะห์ความยาก-ง่าย และค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งธุรกิจในการดำเนินการตามกฎหมาย 10 ประเภทที่เกี่ยวข้องกับวงจรการจัดตั้ง ดำเนินการ และ ปิดกิจการ เช่น การขออนุญาตก่อสร้าง การจ้างพนักงาน การขอสินเชื่อ เงื่อนไขการจ่ายภาษี การบังคับใช้สัญญา และ การประกาศล้มละลาย โดยพิจารณาประเมินปัจจัยดังกล่าวอย่างเท่าเทียมกันเพื่อจัดทำดัชนีและอันดับประเทศที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ


ทั้งนี้ธนาคารโลกไม่ได้นำเอาปัจจัยอื่นที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจระดับภูมิภาค เช่น โครงสร้างของประเทศ และความปลอดภัยมาพิจารณาการจัดอันดับ ซึ่งเป็นเหตุผลที่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมประเทศจอร์เจียที่มีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นบ่อยครั้งกลับเป็นประเทศที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจเป็นอันดับที่ 20


แม้รายชื่อประเทศที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ 10 อันดับแรกส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในอันดับเดิม เว้นแต่ประเทศออสเตรเลียที่ขยับขึ้นมาในอันดับที่ 9 และทำให้ประเทศนอร์เวย์ตกไปที่อันดับที่ 10 แต่ในการสำรวจครั้งล่าสุดธนาคารโลกพบว่ามีกระแสการปฏิรูประเบียบต่างๆเพื่อเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจในหลายประเทศและทำให้ประเทศเหล่านั้นมีอันดับที่ดีขึ้น โดยทีมงานจัดทำรายงาน "การดำเนินธุรกิจ 2009" พบว่าในช่วงเวลา 12 เดือนตั้งแต่มิถุนายน 2550 ถึง 2551 มีการดำเนินการปฏิรูปเงื่อนไขใน 113 เขตเศรษฐกิจ ถึง 239 ครั้ง ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ธนาคารโลกเริ่มโครงการจัดทำรายงานการดำเนินธุรกิจเมื่อ 6 ปีก่อน


ในการศึกษาครั้งนี้ทีมงานพบว่า ประเทศอาเซอร์ไบจานมีความตื่นตัวในการปฏิรูปเงื่อนไขการดำเนินธุรกิจมากที่สุด โดยรัฐบาลได้เปลี่ยนแปลงเงื่อนไข 7 ใน 10 ข้อซึ่งอยู่ในกรอบการพิจารณาของธนาคารโลก ซึ่งเอื้ออำนวยต่อการดำเนินธุรกิจมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่นการลดเวลาขั้นตอนการขอดำเนินธุรกิจลงจาก 122 วันเหลือเพียง 16 วัน การปฏิรูปกฎหมายแพ่ง และการใช้ระบบยื่นแบบจ่ายภาษีออนไลน์ ทำให้อาเซอร์ไบจานติดอันดับที่ 33 ในการจัดอันดับครั้งล่าสุด ขยับขึ้นจากอันดับที่ 97 ซึ่งเป็นอันดับในปีที่แล้ว


ขณะที่ประเทศสิงคโปร์ที่มีเงื่อนไขเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจมากที่สุดเป็นอันดับที่ 1 เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน เพราะการดำเนินธุรกิจในสิงคโปร์มีค่าใช้จ่ายด้านการส่งออก-นำเข้าน้อย มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด มีกฎหมายแรงงานที่ให้ประโยชน์แก่นายจ้าง และนักธุรกิจจะใช้เวลาขออนุญาตดำเนินธุรกิจเพียง 4 วันจึงสามารถเปิดทำการได้ แต่ยังเป็นรองประเทศนิวซีแลนด์ที่อยู่ในอันดับที่ 2 ของการจัดอันดับครั้งนี้ เพราะนักธุรกิจจะใช้เวลาดำเนินการขอเปิดธุรกิจเพียง 24 ชั่วโมงเท่านั้น ส่วนประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้อันดับที่ 3 มีกฎหมายแรงงานที่ผ่อนปรนมากที่สุดในโลก และมีระบบราชการที่เป็นขั้นเป็นตอนต่อเนื่อง ทำให้การเริ่มดำเนินธุรกิจในสหรัฐฯเป็นไปได้โดยง่าย


ธนาคารโลกได้จัดให้เขตปกครองพิเศษฮ่องกง ประเทศเดนมาร์ก สหราชอาณาจักร ไอร์แลนด์ แคนาดา ออสเตรเลีย นอร์เวย์ อยู่ใน 10 อันดับแรกของประเทศที่มีเงื่อนไขเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจมากที่สุดในโลก ส่วนประเทศไทยติดอันดับที่ 13 ในการจัดอันดับครั้งนี้ ขยับขึ้นจากอันดับที่ 19 ในปีที่แล้ว เพราะมีการปฏิรูปเงื่อนไขที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจมากขึ้น เช่น ลดเวลาการโอนถ่ายสินทรัพย์ลงเหลือ 2 วันผ่านกระบวนการเพียง 2 ขั้นตอน การให้สิทธิของผู้ถือหุ้นส่วนน้อยมากขึ้น และการที่รัฐบาลยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ขณะที่ประเทศมาเลเซียอยู่ที่อันดับที่ 20 ในปีนี้ขยับขึ้นจากอันดับที่ 25 ในปีที่แล้ว


เพเนโลปี บรูค ผู้อำนวยการฝ่ายดัชนีชี้วัด และการวิเคราะห์ของธนาคารโลก กล่าวว่า กระแสการปฏิรูปเงื่อนไขของรัฐบาลให้เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจเป็นกระแสระดับโลก โดยมีปัจจัยผลักดันการพัฒนาที่แตกต่างกันไปตามภูมิภาค บางประเทศในยุโรปตะวันออกก็ได้แรงกระตุ้นจากระเบียบปฏิบัติในการเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) ส่วนรัฐบาลของประเทศในภูมิภาคลาตินอเมริกา ก็พยายามผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศสามารถแข่งขันได้กับประเทศในกลุ่มเดียวกัน


ทั้งนี้ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ติดอันดับที่ 181 ในการจัดอันดับครั้งนี้




คำถามท้ายเรื่อง


1.ใครเป็นคนจัดอันดับประเทศเอื้อธุรกิจ

2.ประเทศไทยติดอันดับที่ 13 ในการจัดอันดับครั้งนี้ ขยับขึ้นจากอันดับที่ 19 ในปีที่แล้ว เป็นเพราะเหตุใด

3.ทำไมประเทศสิงคโปร์จึงได้แชมป์ประเทศเอื้อธุรกิจ