วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

พาณิชย์ส่อเหลวกดราคาสินค้า

พาณิชย์ส่อเหลวกดราคาสินค้า

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า ขณะนี้กรมการค้าภายในได้ศึกษาผลกระทบเบื้องต้นการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลอีก 1.55 บาทต่อลิตรส่งผลให้ราคาขายปลีกเพิ่มขึ้นจาก 18.34 บาทต่อลิตร ณ วันที่ 30 ม.ค. 52 เป็น 19.89 บาทต่อลิตรตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. 52 หลังจากที่รัฐบาลได้ยกเลิก 6 มาตรการ 6 เดือนและเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันตามเดิมทำให้สินค้า 73 รายการมีต้นทุนผลิตเพิ่มขึ้นตั้งแต่ 0.0061-0.4447% ในสินค้าจำนวน 73 รายการที่ได้รับผลกระทบทางด้านต้นทุนนั้น รถยนต์นั่งได้รับผลกระทบต่ำสุด 0.0061% ขณะที่ปูนซีเมนต์ ได้รับผลกระทบสูงสุด 0.4447% ขณะที่เส้นหมี่อบแห้ง ถ่านไฟฉาย กระดาษพิมพ์เขียน หลอดไฟฟ้า อะลูมิเนียมเส้น เม็ดพลาสติก จอบ รองเท้านักเรียน น้ำดื่มบริสุทธิ์ ผงซักฟอก กระดาษเช็ดหน้า พัดลม หมวกนิรภัย น้ำมัน หล่อลื่น ปุ๋ยเคมี และเครื่องแบบนักเรียนได้รับผลกระทบลดหลั่นกันไป ทั้งนี้ ผลจากการที่ราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อแผนการปรับลดราคาสินค้าของกระทรวงพาณิชย์ทันที เพราะก่อนหน้านี้ กระทรวงพาณิชย์ได้พยายามที่จะใช้เหตุผลราคาน้ำมันที่ลดลงขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการปรับลดราคาสินค้าลงมา แต่ผู้ ประกอบการก็ชะลอการปรับลดราคามาโดยตลอด เมื่อต้นทุนน้ำมันสูงขึ้นผู้ประกอบการจึงใช้เป็นข้ออ้างไม่ปรับลดราคาสินค้าลงทันที
ขณะเดียวกัน ในการประชุมเชิงปฏิบัติการ (เวิร์กช็อป) เมื่อวันที่ 30 ม.ค.ที่ผ่านมา นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ ได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการสินค้า 46 รายการให้ ปรับลดราคาสินค้าให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตโดยเฉพาะต้นทุนน้ำมันที่ลดลง และได้ ประกาศว่ามีสินค้า 25 รายการให้ความร่วมมือในการปรับลดราคาลง ส่วนอีก 21 รายการจะมีการหารือเพื่อให้มีการปรับลดราคาต่อไป อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบสินค้า 25 รายการที่รับปากว่าจะปรับลดราคานั้น พบว่ามีการลดราคาแค่บางรายการและบางยี่ห้อเท่านั้น เช่น ผลไม้กระป๋องมาลี ซอสปรุงรสถั่วเหลืองภูเขาทอง ซอสพริกภูเขาทอง แป้งสาลีตราว่าว เต้าเจี้ยวตรา เด็กสมบูรณ์ ผลิตภัณฑ์ฟอกขาวตราไฮเตอร์ น้ำยาล้างจานซันไลต์ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้นแมจิกคลีน เป็นต้น
ส่วนครีมนวดผม ซันซิล เจลแต่งผม ออด๊าซ ผู้ผลิตแจ้งว่าราคาวัตถุดิบยังทรงตัวระดับสูง กระดาษชำระ สก๊อตแอ็กซ์ตร้า พัดลม ยี่ห้อ TORY, IMAFLEX เครื่องดูดฝุ่น MOULINEX เครื่องเล่นวิทยุ-เทป-คอมแพ็กดิสก์ ACONATIC ปัจจุบันเปลี่ยนรุ่นไปแล้ว ไม่มีจำหน่าย ยางรถยนต์ และน้ำมันหล่อลื่น แจ้งว่าราคาจะลดลงภายในเดือน ก.พ.นี้
สำหรับสินค้าอีก 21 รายการที่ยังไม่ได้ปรับลดราคาลง เช่น น้ำจิ้มไก่ ผงชูรส วุ้นเส้น กระทิบรรจุภาชนะปิดผนึก ครีมนวดผม ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นหรือดับกลิ่น น้ำยาล้างห้องน้ำ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์ แปรงสีฟัน ก้านสำลีอนามัย ยากำจัดยุงและแมลง ปูนซีเมนต์ ไม้อัด สีทาบ้าน ยารักษาโรค ยาแก้ไข้หวัด ยาบรรเทาปวดกล้ามเนื้อ รถไถเดินตาม และจอบ เป็นต้น ขณะนี้ก็ยังอยู่ระหว่างการเจรจากับผู้ประกอบการ โดยกาแฟผงสำเร็จรูป และนมถั่วเหลือง แจ้งว่าไม่สามารถลดราคาได้ เพราะวัตถุดิบยังคงมีราคาสูง.


ที่มา :
http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=122881
จัดทำโดย : นางสาวอรสา สว่างนิพันธ์ เลขทะเบียน 48210450 กลุ่ม12 คณะ บัญชี
คำถาม :
1. กรมการค้าภายในได้ศึกษาผลกระทบเบื้องต้นการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลอีก กี่ บาทต่อลิตรที่ส่งผลกระทบให้ราคาขายปลีกเพิ่มขึ้น
2. การประชุมเชิงปฏิบัติการ (เวิร์กช็อป) เมื่อวันที่ 30 ม.ค.ที่ผ่านมา นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ ได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการสินค้ากี่รายการให้ ปรับลดราคาสินค้าให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตโดยเฉพาะต้นทุนน้ำมันที่ลดลง
3. สินค้าอีก 21 รายการ เช่น น้ำจิ้มไก่ ผงชูรส วุ้นเส้น กระทิบรรจุภาชนะปิดผนึก ครีมนวดผม เป็นต้น ได้แจ้งเหตุผลอย่างไรจึงทียังไม่ได้ปรับลดราคาลง

วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

สคร.พล่านแจง รสก.ฐานะยังแข็งแกร่ง 4 แห่งโคม่า เพราะพิษ ศก.



สคร.โต้ข่าวรัฐวิสาหกิจ 58 แห่ง ขาดทุนหนัก-ประสบปัญหาวิกฤตการเงิน ยันภาพรวมยังมีผลดำเนินงานน่าพอใจ พร้อมยอมรับ ขสมก. ร.ฟ.ท. กคช.และการบินไทย มีปัญหาจริง แต่อ้างถูกจำกัดราคาค่าบริการให้ต่ำกว่าต้นทุน เพื่อบริการประชาชนอย่างทั่วถึง และปัญหาเศรษฐกิจ-ภาวะน้ำมันแพง ทำให้มีหนี้สินเพิ่มขึ้น

นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวถึงกระแสข่าวรัฐวิสาหกิจในประเทศกำลังตกอยู่ในภาวะขาดทุนอย่างหนัก และหลายแห่งกำลังโคม่า โดยระบุว่า ฐานะทางการเงินของรัฐวิสาหกิจในภาพรวมยังเข้มแข็งอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ แต่การดำเนินงานในปี 2552 ของรัฐวิสาหกิจบางแห่งอาจจะได้รับผลกระทบจากปัญหาวิกฤตการเงินโลก

อย่างไรก็ตาม สคร.ในฐานะผู้กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ จะติดตามการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจอย่างใกล้ชิดแบบเดือนต่อเดือน เพื่อให้สามารถออกมาตรการป้องกันหรือแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้ทัน และมีประสิทธิภาพสูงสุด

สำหรับฐานะทางการเงินของรัฐวิสาหกิจทั้ง 58 แห่ง ณ วันที่ 30 กันยายน 2551 มีสินทรัพย์รวมกันประมาณ 6.86 ล้านล้านบาท มีหนี้สินรวมประมาณ 5.16 ล้านล้านบาท และมีทุนรวมประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท ซึ่งรัฐวิสาหกิจในภาพรวมยังเติบโตต่อเนื่องและยังคงมีความมั่นคงทางการเงินในระดับสูง โดยอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนของรัฐวิสาหกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงินยังอยู่ในระดับต่ำ และมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง สาเหตุมาจากมาตรการของกระทรวงการคลังให้รัฐวิสาหกิจมีวินัยในการก่อหนี้มากขึ้น

ส่วนปัญหาทางการเงินของรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ 4 แห่ง ได้แก่ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) การเคหะแห่งชาติ (กคช.) และบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) นั้น ผู้อำนวยการ สคร.กล่าวว่า การก่อหนี้ของ ขสมก. ร.ฟ.ท.และ กคช.เพื่อการดำเนินงานตามปกติ เนื่องจากรัฐวิสาหกิจดังกล่าวถูกจำกัดราคาค่าบริการให้ต่ำกว่าต้นทุน เพื่อบริการประชาชนอย่างทั่วถึง ประกอบกับปัญหาเศรษฐกิจและภาวะน้ำมันแพงในปีผ่านมา ทำให้รัฐวิสาหกิจมีหนี้สินเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ การจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการ และการประกาศใช้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการให้เงินอุดหนุนบริการสาธารณะของรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2551 คาดว่า จะทำให้ฐานะทางการเงิน และปัญหาเรื่องการก่อหนี้ของรัฐวิสาหกิจเหล่านี้พัฒนาดีขึ้นตามลำดับ

สำหรับการบินไทย เป็นรัฐวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาวิกฤตการเงินโลก ปัญหาน้ำมันแพง และปัญหาความไม่สงบภายในประเทศ ส่งผลให้จำนวนผู้โดยสารลดลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงปลายปี 2551 ซึ่งปัจจุบันการบินไทย ได้จัดทำแผนฟื้นฟูกิจการเพื่อเสนอกระทรวงการคลังและกระทรวงคมนาคม เชื่อว่า ปัญหาของการบินไทยจะเป็นปัญหาสภาพคล่องระยะสั้น จะสามารถแก้ไขปัญหาได้เองในระยะเวลาสั้น

นายอารีพงศ์ กล่าวถึงความสามารถในการทำรายได้ และสร้างกำไรของรัฐวิสาหกิจในภาพรวมปี 2551 พบว่า รัฐวิสาหกิจสามารถทำรายได้รวมกันประมาณ 3.68 ล้านล้านบาท สูงกว่าปี 2550 ที่มีรายได้ 3.05 ล้านล้านบาท และมีกำไรรวม 170,000 ล้านบาท ลดลงกว่าปี 2550 ที่มีกำไร 200,000 ล้านบาท ซึ่งสาเหตุที่กำไรรวมที่ลดลงมาจากราคาต้นทุนที่สูงขึ้นโดยเฉพาะต้นทุนพลังงานและค่าใช้จ่ายบุคลากร โดยเมื่อราคาน้ำมันลดลงมาก จะทำให้ผลประกอบการของรัฐวิสาหกิจในปี 2552 ไม่ถูกกระทบมากเช่นในปี 2551


ที่มา:http://www.manager.co.th/Business/ViewNews.aspx?NewsID=9520000011858


จัดทำบทความโดย นางสาวฐิตาภรณ์ ธีระศรีปรีชา เลขทะเบียน 48210448


คำถาม

1. อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนของรัฐวิสาหกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง มาจากสาเหตุใด

2. องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) การเคหะแห่งชาติ (กคช.) มีหนี้สินเพิ่มขึ้นเนื่องจาก

3. บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้รับผลกระทบจากปัญหาใดบ้างและมีการแก้ไขปัญหาอย่างไร

วันจันทร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2552

ทริส” หันเครดิตการบินไทยซ้ำ! เหตุภาระหนี้ท่วมยังกัดฟันแจกโบนัส-เงินเพิ่ม


วานนี้ (23 ม.ค.) บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ประกาศปรับลดอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ ไม่มีหลักประกันของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีกำหนดไถ่ถอนปี 2552-58 วงเงินรวม 43,000 ล้านบาท จาก A+เป็น A พร้อมแนวโน้มคงที่อันสะท้อนให้เห็นฐานะทางการเงินที่อ่อนแอลงกว่าที่ประมาณการไว้ ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากวิกฤติทางการเมืองตลอดจนราคาน้ำมันที่ผันผวนอย่างมากและภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว


เผชิญผลกระทบรอบด้าน
โดยทริสรายงานว่าการบินไทยได้รับผลกระทบอย่างมากจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและแม้ว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลงอย่างมากในไตรมาสสุดท้าย แต่บริษัทยังมีต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูง เนื่องจากได้ทำประกันความเสี่ยงราคาน้ำมันไว้ในระดับราคาที่ค่อนข้างสูง ขณะเดียวกันวิกฤติการเมืองที่ทวีความรุนแรงจนถึงการยึดสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองในช่วงปลายปี 51 ส่งผลให้จำนวนผู้โดยสารลดต่ำลงทำให้รายได้ของบริษัทในไตรมาสที่ 4 ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่นต่ำกว่าประมาณการอย่างมาก รวมทั้งบริษัทยังมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานค่อนข้างสูงและต้องจ่ายเงินล่วงหน้าค่าเครื่องบินสูงถึง 3,108 ล้านบาท ทำให้สภาพคล่องของบริษัทลดลงอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ ความต้องการซื้อขายเครื่องบินในตลาดรองลดลงอย่างมาก ส่งผลทำให้บริษัทไม่สามารถขายเครื่องบิน A340-500 จำนวน 4 ลำ ตามแผนที่วางไว้ได้ ทั้งบริษัทยังมีภาระต้องเช่าซื้อเครื่องบิน A330-300 อีก 8 ลำและ A380 จำนวน 6 ลำ ซึ่งจะทยอยส่งมอบในช่วงปี 2552-54 ผลการดำเนินงานที่อ่อนตัวลงกับภาระ การลงทุนและภาระหนี้ที่ต้องชำระตามกำหนดทำให้บริษัทต้องขอรับความช่วยเหลือจากกระทรวงการคลัง


เปิดสถานะถึงผงะภาระหนี้ท่วม
ณ สิ้น ธ.ค. 51 บริษัทมีเงินสดคงเหลือ 7,500 ล้านบาท จากปกติจะต้องมีเงินสดคงเหลือประมาณ 6,000 ล้านบาท ขณะที่หนี้ระยะสั้นของบริษัทเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 7,500 ล้าน ณ สิ้น ก.ย. 51 เป็น 17,980 ล้านบาท ณ สิ้น ธ.ค. 51 นอกจากนี้ ยังมีหนี้ระยะยาวซึ่งรวมถึงหุ้นกู้และหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อที่จะครบกำหนดชำระในปี 52 อีก 22,774 ล้านบาท และมีภาระลงทุนอีก 33,367 ล้าน ขณะที่คาดว่าจะมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน 15,000-20,000 ล้านบาท โดยบริษัทมีวงเงินที่ยังไม่ได้ใช้ ณ สิ้น ธ.ค. เพียง 3,421 ล้านบาท และที่จะได้รับเงินจากการออกหุ้นกู้ 4,790 ล้านบาท ดังนั้นบริษัทจึงมีภาระที่จะต้องกู้หนี้ใหม่เพิ่มถึง 45,000-55,000 ล้านบาท
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 51 ทริสเรท ติ้งได้เคยปรับลดอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ ของการบินไทยลงจาก AA-/Stable เหลือ A+/ Stable มาแล้ว ก่อนจะปรับลดอันดับเครดิตลงอีกล่าสุดวันนี้


อึ้ง! ยังแจกโบนัสปรับเงินเดือน
ในวันเดียวกัน พล.อ.อ.ณรงค์ศักดิ์ สังขพงศ์ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) พร้อมนายพิชัย ชุณหวชิระ ประธานคณะกรรมการบริหาร (บอร์ดชุดเล็ก) และผู้บริหารระดับสูงได้ร่วมชี้แจงทำความเข้าใจกับพนักงานการบินไทยกว่า 700-1,000 คนถึงวิกฤติที่การบินไทยประสบอยู่ ซึ่งถือเป็นปีแรกในประวัติศาสตร์นับแต่ก่อตั้งบริษัทมากว่า 48 ปีที่ประสบปัญหาขาดทุนจากการดำเนินงาน
โดย พล.อ.อ.ณรงค์ศักดิ์กล่าวว่า วิกฤติที่การบินไทยประสบอยู่จะไม่มีการปลด ลดเงินเดือนและลดจำนวนพนักงานลงแต่อย่างใด หากจะดำเนินการจะนำมาเป็นแนวทางสุดท้าย นอกจากนี้ ขอปฏิเสธกรณีที่มีข่าวออกมาว่าตนเป็นคนเสนอขอปรับเงินเดือนตัวเองเพิ่มขึ้น 150,000 บาท แต่เป็นเรื่องที่บอร์ดการบินไทย เป็นผู้อนุมัติเนื่องจากเห็นว่าตนมีความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น แต่เพื่อช่วยวิกฤติจึงไม่ขอรับจำนวนเงินดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าพนักงานการบินไทยจะได้รับเงินรางวัลพิเศษ (โบนัส) และปรับเงินเดือนเพิ่มขึ้นในปีนี้ แต่จะได้รับจริงหรือไม่อยู่ที่บอร์ด การบินไทยจะเป็นผู้พิจารณา ส่วนสาเหตุที่เสนอให้โบนัสและปรับเงินเดือนเนื่องจากเห็นว่าคนทำงานและทำดีจะต้องได้รับผลตอบแทน


หั่นเงินเดือนสวัสดิการ
ส่วนแผนการลดค่าใช้จ่ายฝ่ายบริหารนั้นเบื้องต้นจะมีการปรับลดค่ายานพาหนะของฝ่ายบริหารระดับสูงระดับผู้อำนวยการใหญ่ขึ้นไปลง 50% จำนวน 6 เดือน รวมถึงจะมีการลดค่าทำงานล่วงเวลาของพนักงาน และลดค่าใช้จ่ายในส่วนของคาร์โก้ลง คาดว่าจะลดได้ถึง 2,000 ล้านบาท และลดค่าใช้จ่ายต่างประเทศทั้งในเรื่องของที่พักลูกเรือ ซึ่งจะทำให้ลดค่าใช้จ่ายได้ถึง 900 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังจะปิดศูนย์เช็กอินในเมืองเนื่องจากไม่คุ้มทุน
ด้านนายพิชัย ชุณหวชิระ ประธานคณะกรรมการบริหารการบินไทย กล่าวย้ำว่า สถานการณ์ของธุรกิจการบินทั่วโลกที่ประสบปัญหาขาดทุนจากภาวะเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ถือเป็นเรื่องปกติที่ขาดทุนเนื่องจากประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง ดังนั้น การบินไทยจะต้องมีการปรับแผนกลยุทธ์รวมถึงปรับโครงสร้างการดำเนินงานใหม่ให้มีความเข้มแข็งและสร้างรายได้เพิ่มขึ้น ดังนั้น จะต้องมีการสร้างความเชื่อมั่นและสร้างความเชื่อถือให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของการรับมอบเครื่องบินแอร์บัส เอ330-300 จำนวน 6 ลำ จาก 8 ลำ ที่ได้มีการจ่ายเงินค่ามัดจำล่วงหน้าไปแล้ว 33-35% ซึ่งจะไม่เป็นภาระ แต่จะสร้างรายได้ให้การบินไทยเพื่อมาจ่ายหนี้เงินกู้ได้ ซึ่งเงินกู้จำนวนกว่า 34,000 ล้านบาทนั้น ขณะนี้ได้เงินกู้ไปแล้ว 22,000 ล้านบาท ส่วนที่ขาดอยู่ 10,000 ล้านบาทนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างหาแห

คำถาม
1.การปรับลดค่าใช้จ่าย ทำอย่างไรได้บ้าง
2.เงินรางวัลพิเศษ (โบนัส) และปรับเงินเดือนเพิ่มขึ้น เป็นทางเลือกที่ดีหรือไม่
3.การออกหุ้นกู้เป้นวิธีที่ดีที่สุด แล้วหรือไม่ หรือ มีทางเลือกอื่น

นางสาวพันธิตรา โพธิ์ไพจิตร

วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2552

กสิกรฯตั้งเป้าสินเชื่อปีนี้โต8-10% หนี้เน่าส่อเพิ่ม-ตั้งทีมดูแลใกล้ชิด

กสิกรฯตั้งเป้าสินเชื่อเอสเอ็มอีปีนี้โต 8-10%ลดลงจากปีก่อนที่โต 16% ระบุเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายจีดีพีที่ที่ 1.5-2% หันโกยรายได้ค่าธรรมเนียมชดเชย ตั้งเป้าโต 40% ชูกลยุทธเสนอผลิตภัณฑ์เสริมสภาพคล่อง-การบริหารจัดการเงินสด ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้อยู่ในระดับ 3% แต่เริ่มเห็นแววเพิ่ม พร้อมจัดตั้งหน่วยงานดูแลใกล้ชิด นายปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK เปิดเผยว่า แผนการปล่อยสินเชื่อของสายงานวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี)นั้น ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะมีการเติบโตของสินเชื่ออยู่ที่ 8-10% โดยเป้าหมายดังกล่าวตั้งขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ(จีดี พี) ที่คาดว่าจะอยู่ที่ 1.5-2% เป้าหมายดังกล่าวยังถือว่ามีการเติบโตที่ต่ำกว่าในปี 2551 ที่ผ่านมา ที่มีการขยายตัวอยู่ที่ 16% ปัจจุบันมีฐานสินเชื่ออยู่กว่า 300,000 ล้านบาท ส่วนจำนวนลูกค้าเอสเอ็มอีของธนาคารมีอยู่จำนวน 700,000 ราย แต่มีเพียง 25% เท่านั้นที่ใช้บริการสินเชื่อ ส่วนที่เหลือ 75% ก็จะใช้บริการอย่างอื่นแต่ยังไม่ได้ใช้สินเชื่อกับธนาคาร เนื่องจากในปีที่ผ่านมาคุณสมบัติอาจจะยังไม่ผ่านเกณฑ์ที่ธนาคารได้กำหนดไว้ ทำให้ในปีนี้โอกาสในการขยายสินเชื่อเอสเอ็มอีนั้นจึงยังมีอยู่ค่อนข้างมาก ส่วนของธนาคารก็ยังมีสภาพคล่องที่เพียงพอในการปล่อยสินเชื่อและคงมีความ ระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น แต่การอนุมัติสินเชื่อนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับความต้องการของเอสเอ็มอีและความ เป็นไปได้ของธุรกิจด้วย ทั้งนี้ ธนาคารจะมุ่งเน้นให้ความสำคัญในการเพิ่มรายได้จากค่าธรรมเนียมให้มากขึ้น โดยตั้งเป้าหมายจะให้มีการเติบโตสูงถึง 40% จากปีก่อนมีการขยายตัวอยู่ที่ 20-30% โดยการสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมนั้นจะมาจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยเสริม สภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี การบริหารจัดการเงินสด (Cash Management) "ขณะนี้ทุกธุรกิจเริ่มมีปัญหาในเรื่องของสภาพคล่องและผู้ประกอบการ ที่ส่งออกสินค้าก็ต้องการที่จะเปิดตลาดใหม่ อีกทั้งยังไม่มั่นใจเกี่ยวกับฐานะของคู่ค้า ดังนั้นธนาคารก็อาจเข้าไปให้บริการเรื่องของการเปิดแอลซี ซึ่งก็จะทำให้ธนาคารมีรายได้ค่าธรรมเนียมเข้ามา ส่วนการดูแลลูกค้านั้นเราก็จะสนับสนุนในการให้ความรู้ เพราะเศรษฐกิจชะลอตัวการให้ความรู้กับผู้ประกอบการจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ" สำหรับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ก่อนหักสำรอง (เอ็นพีแอล) นั้นขณะนี้อยู่ที่ต่ำกว่า 3% และเมื่อหักสำรองแล้วอยู่ที่ 0.5% โดยในไตรมาส 4 ที่ผ่านมาได้มีสัญญาณของการชำระล่าช้าเกิดขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการขาดสภาพคล่องชั่วคราวเพราะคู่ค้ามีการชำระเงินช้า โดยธนาคารได้เข้าไปช่วยเหลือด้วยการยืดหนี้ ก็ทำให้ธุรกิจต่าง ๆ ยังคงเดินต่อไปได้ โดยเอ็นพีแอลของเอสเอ็มอีที่อยู่ในระดับที่ต่ำเนื่องจาก ลักษณะของธุรกิจเอสเอ็มอีมีความยืดหยุ่นในการปรับตัวจากผลกระทบต่าง ๆค่อนข้างสูงและมีการกระจายตัวไปยังหลายอุตสาหกรรม อีกทั้งธนาคารมีการคัดเลือกลูกค้าโดยดูความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นทั้ง หมดมาประเมินในการอนุมัติสินเชื่อ รวมถึงธนาคารมีการติดตามดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด โดยได้ตั้งหน่วยงานติดตามคุณภาพของลูกหนี้ที่ได้ตั้งขึ้นเมื่อปีที่ผ่านมา "การตั้งหน่วยงานขึ้นมาดูแลหนี้ ถ้าลูกค้าจ่ายช้า 1 วันก็จะมีการติดตามสอบถามทันที ทำให้จากจำนวนหนี้ที่เริ่มผิดนัดชำระเมื่อเราติดตามใกล้ชิดก็กลับมาเป็นหนี้ ดีทันทีประมาณ 50% ส่วนที่เหลือซึ่งมีการผิดนัดชำระจนกลายเป็นเอ็นพีแอลนั้น 25%ใช้เวลา 1 ปีก็สามารถกลับมาเป็นหนี้ปกติได้ ส่วนที่เหลือคือจะใช้เวลาแก้ไขนานกว่า 1 ปี" อย่างไรก็ตาม ในส่วนของมาตรการของรัฐบาลที่จะใช้กระตุ้นเศรษฐกิจนั้น คงจะเป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพราะการกระตุ้นดังกล่าวจะช่วยในเรื่องของกำลังซื้อให้กับผู้บริโภคและยังมี ส่วนที่จะมาเสริมคือเรื่องของอัตราดอกเบี้ยที่ยังมีแนวโน้มจะลดลงได้อีก โดยในการประชุมของคณะนโยบายการเงิน (กนง.)นั้นก็น่าจะปรับอัตราดอกเบี้ยลงประมาณ 0.5-1% ซึ่งจะเป็นส่วนช่วยให้ต้นทุนทางการเงินของเอสเอ็มอีต่ำลงตามไปด้วย **กสิกรไทยเปิดโครงการ K SME Care ปี 52** นายปกรณ์ กล่าวว่า ธนาคารกสิกรไทยได้พัฒนาโครงการส่งเสริมการจัดการที่ยั่งยืนของผู้ประกอบการ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ K SME Care มาอย่างต่อเนื่อง ติดต่อกันเป็นปีที่ 3 ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากจากการอบรมใน 7 รุ่นที่ผ่านมา รวมผู้เข้ารับการอบรมแล้วกว่า 3,400 ราย โดยนอกจากผู้ประกอบการที่เข้าร่วมอบรมจะได้รับความรู้และประสบการณ์จาก วิทยากรแล้ว ยังสามารถสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ จากนวัตกรรมในการทำธุรกิจในรูปแบบของ Online Business Matching บนเว็บไซต์ www.ksmecare.com ซึ่งเป็นช่องทางในการติดต่อทำธุรกิจจริงผ่านช่องทางออนไลน์ โดยไม่ต้องอาศัยความรู้ด้านเทคนิคที่ซับซ้อนและไม่เสียค่าใช้จ่าย อีกทั้งยังถือเป็นนวัตกรรมที่สร้างขึ้นบนเว็บไซต์เป็นแห่งแรกในประเทศไทยที่ นำเสนอการบริการในรูปแบบดังกล่าว สำหรับในปี 2552 ธนาคารจะเปิดรับผู้ประกอบการเข้าร่วมอบรมอีก 3 รุ่น โดยร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำเพิ่มอีก 5 แห่ง จากเดิมที่มีมหาวิทยาลัยเข้าร่วมโครงการ 7 แห่งทั่วประเทศทุกภูมิภาค ประกอบด้วย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (วิทยาเขตภูเก็ตและสุราษฎร์ธานี) มหาวิทยาลัยบูรพา (วิทยาเขตชลบุรีและนนทบุรี) ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของ E (Education) ภายใต้โครงการ K SME Care ในการพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรความรู้หลากหลายแขนงให้แก่ ผู้ประกอบการทั่วประเทศ ในรูปแบบของ Training Series เปิดอบรม 8 สัปดาห์ รับผู้เข้าอบรมประมาณ 800 รายต่อ 1 รุ่น ทั้งนี้ ในปี 2552 ธนาคารกสิกรไทยและมหาวิทยาลัยพันธมิตรชั้นนำต่างๆยังวางแผนงานในการลง พื้นที่เพื่อรับทราบความต้องการของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในแต่ละภูมิภาคอีก ด้วย โดยผู้ได้รับการคัดเลือกเข้าอบรมในรุ่นแรก จะประกาศผลในวันที่ 21 ม.ค. และเริ่มอบรมในวันที่ 30 ม.ค.ถึง 3 เม.ย.นี้

ที่มา : http://www.manager.co.th/StockMarket/ViewNews.aspx?NewsID=9520000003825

จัดทำโดย นางสาวศิริพร ขำวิไล เลขทะเบียน 48210426 คณะบัญชี

คำถาม

1.กสิกรฯตั้งเป้าสินเชื่อเอสเอ็มอีปีนี้ลดลงจากปีก่อนที่โตกี่เปอร์เซ็น

2.หน่วยงานติดตามคุณภาพของลูกหนี้ จะมีการติดตามสอบถามทันทีเมื่อลูกค้าขาดการผิดนัดชำระกี่วัน

3.ธนาคารจะเปิดรับผู้ประกอบการเข้าร่วมอบรมอีก 3 รุ่น โดยร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำเพิ่มอีกกี่แห่ง จากเดิมเท่าไหร่ ประกอบด้วยอะไรบ้าง

วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2552

จัดทำบทความโดย นางสาว อาภาวี ยมรัตน์ เลขทะเบียน 48210484

'วิกฤติเศรษฐกิจโลก' ขับเคลื่อนเอฟทีเอ อาเซียน-อียู

วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นและลุกลามจากประเทศสหรัฐอเมริกา ได้แพร่ระบาดไปยังประเทศต่างๆทั่วโลกรวมทั้งสหภาพยุโรป (อียู) และเอเชีย ส่งผลให้ประเทศที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวต้องเร่งออกมาตรการรับมือปัญหาที่เกิดขึ้น และปกป้องสภาพเศรษฐกิจของตนให้ดีที่สุด


นอกจากนั้นวิกฤติเศรษฐกิจครั้งล่าสุดที่มีชื่อเรียกว่า แฮมเบอร์เกอร์ ไครซิส ยังเป็นแรงกดดันอียูในการวางรากฐานด้านการค้ากับอาเซียน เพื่อรองรับการฟื้นตัวของภาพเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ผ่านช่องทางการเปิดเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ระหว่างอียูกับอาเซียน และดูเหมือนว่าฝ่ายอียูจะมีความกระตือรือร้นมากขึ้นหลังจากที่ประเทศสมาชิกต้องเผชิญกับวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ครั้งล่าสุดนี้

ทั้งสองฝ่ายจะจัดการเจรจาเอฟทีเอ อาเซียน-อียู ครั้งต่อไปในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ โดยประเทศมาเลเซียเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุม

เมื่อเร็วๆนี้ นายวินเซนต์ ปีเกต์ เอกอัครราชทูตแห่งคณะกรรมาธิการยุโรป และหัวหน้าคณะผู้แทนคณะกรรมาธิการยุโรปประจำประเทศมาเลเซีย ได้ออกมาเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกอาเซียนมีความกระตือรือร้นในการดำเนินการตามขั้นตอนที่นำไปสู่การเปิดเอฟทีเอกับอียูมากขึ้น เขากล่าวว่า "เรา (อาเซียน และ อียู) ควรผลักดันให้เกิดข้อตกลงฉบับนี้ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว และหวังว่าในการประชุมครั้งต่อไปที่จะจัดขึ้นในกรุงกัวลา ลัมเปอร์ ประเทศสมาชิกอาเซียนจะให้การสนองตอบต่อข้อเสนอของอียูอย่างชัดเจน"

นอกจากนั้นประเทศสมาชิกอาเซียนยังเคยยืนยันว่าจะจัดทำข้อตกลงตามที่ที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจและการค้าอาเซียน-อียู ซึ่งจัดขึ้นระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-อียู เมื่อ 2 ปีที่แล้วได้บรรลุข้อตกลงไว้ เขากล่าวด้วยว่า "ในเวลาที่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวกำลังรุกคืบเข้ามาในระบบเศรษฐกิจ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องหาบทสรุปข้อตกลงเอฟทีเอ อาเซียน-อียู ให้เร็วขึ้น"

ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา การเจรจาเอฟทีเอระดับภูมิภาคมีความคืบหน้าไปบ้างบางส่วน แต่ยังไม่เป็นที่น่าพอใจเมื่อพิจารณาถึงเวลา 1 ปีครึ่งที่ใช้ไปในการเจรจากับความคืบหน้าที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน

เขากล่าวว่า "ข้อตกลงฉบับนี้จะให้ประโยชน์ต่ออาเซียน ซึ่งอียูมีข้อมูลสนับสนุนการพยากรณ์ว่าอัตราการขยายตัวของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของอาเซียนจะเติบโตในระดับ 2.2% และมาเลเซียจะได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ"

อย่างไรก็ตามยังมีอุปสรรคสำคัญในการจัดทำเอฟทีเออาเซียน-อียู อยู่ด้วยกัน 2 ประการ ได้แก่ การที่อาเซียนไม่ใช่สหภาพที่จัดตั้งขึ้นอย่างเป็นระบบ ดังนั้นในท้ายที่สุดแล้วอียูจะต้องลงนามในข้อตกลงเอฟทีเอกับประเทศสมาชิกแต่ละประเทศ รวมทั้งการที่เศรษฐกิจของประเทศสมาชิกอาเซียนมีความแตกต่างและหลากหลายได้กลายเป็นอุปสรรคต่อการเปิดเอฟทีเอกับอียู

ดังนั้นรูปแบบที่อียูจะดำเนินการก็คือการจัดทำข้อตกลงสำหรับประเทศสมาชิกอาเซียนแต่ละประเทศที่มีเงื่อนไขแตกต่างกันออกไปตามลักษณะของเศรษฐกิจ ซึ่งนายปีเกต์เชื่อว่าสมาชิกบางประเทศของอาเซียนมีความพร้อมที่จะบรรลุข้อตกลงเอฟทีเออาเซียน-อียู ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาที่มีเศรษฐกิจขนาดเล็ก เช่น สปป.ลาว กัมพูชา และพม่าจะร่วมลงนามในข้อตกลงเอฟทีเออาเซียน-อียูในภายหลัง

ก่อนหน้านี้นายปีเตอร์ แมนเดลสัน อดีตผู้แทนการค้าอียู กล่าวว่าความทุ่มเทของประเทศสมาชิกอาเซียนในการรักษาความสงบและความมั่นคงของภูมิภาค รวมทั้งศักยภาพทางเศรษฐกิจทำให้อาเซียนเป็นพันธมิตรที่สำคัญของอียู ซึ่งเมื่อนำคำพูดของนายปีเกต์มาประกอบแล้วจะเห็นได้ว่าอียูมีความกระตือรือร้นในการสานสัมพันธ์ทางการค้ากับอาเซียนให้เหนียวแน่นยิ่งขึ้นมากเพียงใด

ที่มา: http://www.thannews.th.com/detialNews.php?id=T0923902&issue=2390

คำถามท้ายเรื่อง

1. อียูวางรากฐานด้านการค้ากับอาเซียน เพื่อรองรับการฟื้นตัวของภาพเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ผ่านช่องทางใด
2. การเจรจาเอฟทีเอ อาเซียน-อียู ครั้งต่อไปในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ประเทศใดเป็นเจ้าภาพ
3. อุปสรรคสำคัญในการจัดทำเอฟทีเออาเซียน-อียู อยู่ด้วยกัน 2 ประการได้แก่อะไร

วันอังคารที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2552

พาณิชย์ไม่ห่วงเงินเฟ้อหลอนคนไทย [6 ม.ค. 52 - 04:51]

นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (เงินเฟ้อ) ในเดือน ธ.ค.51 อยู่ที่ระดับ 119.5 เมื่อเทียบกับเดือน พ.ย.51 ลดลง 1.6% ลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 ส่วนเมื่อเทียบกับเดือน ธ.ค.50 สูงขึ้น 0.4% ต่ำสุดในรอบ 6 ปี 4 เดือน นับจากเดือน ส.ค.45 ที่สูงขึ้น 0.3% และเมื่อเทียบเฉลี่ยทั้งปี 51 กับปี 50 สูงขึ้น 5.5% ต่ำกว่าการคาดการณ์ของกระทรวงพาณิชย์ที่ทั้งปีคาดว่าจะขยายตัว 5.6-5.9% และต่ำกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ว่าจะขยายตัวเป็นเลข 2 หลัก

ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานของประเทศในเดือน ธ.ค.51 ที่หักรายการน้ำมันและสินค้ากลุ่มอาหารสดออกอยู่ที่ระดับ 108.2 เมื่อเทียบกับเดือน พ.ย. 51 ลดลง 0.1% เทียบกับเดือน ธ.ค. 50 สูงขึ้น 1.8% และเมื่อเทียบเฉลี่ยทั้งปี 51 กับปีก่อน สูงขึ้น 2.4% ซึ่งการที่เงินเฟ้อทั้งปี 51 สูงขึ้น 5.5% แม้จะเป็นอัตราที่สูงเทียบกับปี 50 ที่สูงขึ้นเพียง 2.3% แต่อยู่ในเป้าหมายที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งไว้

สำหรับในปี 52 นายศิริพลคาดการณ์ว่าจะขยายตัว 0-1.2% บนสมมติฐานที่ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยบาร์เรลละ 50-60 เหรียญสหรัฐฯ และอัตราแลกเปลี่ยน 35-36 บาทต่อเหรียญฯ แต่หากรัฐบาลยกเลิก 6 มาตรการ 6 เดือน เงินเฟ้อก็อาจปรับตัวขึ้นเล็กน้อย ขณะเดียวกัน หากราคาน้ำมันปรับตัวลดลงมากกว่านี้ก็จะส่งผลให้เงินในกระเป๋าของประชาชนมีมากขึ้น และเงินเฟ้อทั้งปีอาจจะถึงกับติดลบ 0.5%

“กระทรวงพาณิชย์มองเงินเฟ้อปีนี้ต่ำที่ 0-1.2% เพราะแรงกดดันจากราคาน้ำมันไม่มีเหมือนปีที่ผ่านมา ทำให้คนมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น เพราะไม่ต้องจ่ายเงินซื้อน้ำมันมากขึ้น แต่คงไม่ถึงขั้นเงินฝืด เพราะการเกิดเงินฝืดไม่ใช่อยู่ที่เงินเฟ้อต่ำเพียงอย่างเดียว ต้องมองปัจจัยอื่นประกอบด้วยว่ามีอัตราว่างงานเยอะหรือไม่ เศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างไรแต่เงินเฟ้อที่ต่ำสะท้อนว่าคนมีอำนาจซื้อมากขึ้น ราคาสินค้าไม่เพิ่มขึ้นคนก็ยังใช้สอยเพราะมีเงินมากขึ้นจากการที่ไม่ต้องจ่ายเงินซื้อน้ำมันที่แพง โดยส่วนตัวมองว่าขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณเงินฝืดแน่นอน”.

ที่มา http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=117910

คำถาม 1. ปลัดกระทรวงพาณิชย์ คือใคร
2. ปี 52 คาดการณ์ว่าจะขยายตัว 0-1.2% บนสมมติฐานที่ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยบาร์เรลละกี่เหรียญสหรัฐฯ
3. กระทรวงพาณิชย์มองเงินเฟ้อปีนี้ต่ำที่ 0-1.2% เพราะแรงกดดันจากอะไร

จัดทำโดย นางสาวอรสา สว่างนิพันธ์ เลขทะเบียน 48210450 คณะ บัญชี