พาณิชย์ส่อเหลวกดราคาสินค้า
ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า ขณะนี้กรมการค้าภายในได้ศึกษาผลกระทบเบื้องต้นการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลอีก 1.55 บาทต่อลิตรส่งผลให้ราคาขายปลีกเพิ่มขึ้นจาก 18.34 บาทต่อลิตร ณ วันที่ 30 ม.ค. 52 เป็น 19.89 บาทต่อลิตรตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. 52 หลังจากที่รัฐบาลได้ยกเลิก 6 มาตรการ 6 เดือนและเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันตามเดิมทำให้สินค้า 73 รายการมีต้นทุนผลิตเพิ่มขึ้นตั้งแต่ 0.0061-0.4447% ในสินค้าจำนวน 73 รายการที่ได้รับผลกระทบทางด้านต้นทุนนั้น รถยนต์นั่งได้รับผลกระทบต่ำสุด 0.0061% ขณะที่ปูนซีเมนต์ ได้รับผลกระทบสูงสุด 0.4447% ขณะที่เส้นหมี่อบแห้ง ถ่านไฟฉาย กระดาษพิมพ์เขียน หลอดไฟฟ้า อะลูมิเนียมเส้น เม็ดพลาสติก จอบ รองเท้านักเรียน น้ำดื่มบริสุทธิ์ ผงซักฟอก กระดาษเช็ดหน้า พัดลม หมวกนิรภัย น้ำมัน หล่อลื่น ปุ๋ยเคมี และเครื่องแบบนักเรียนได้รับผลกระทบลดหลั่นกันไป ทั้งนี้ ผลจากการที่ราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อแผนการปรับลดราคาสินค้าของกระทรวงพาณิชย์ทันที เพราะก่อนหน้านี้ กระทรวงพาณิชย์ได้พยายามที่จะใช้เหตุผลราคาน้ำมันที่ลดลงขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการปรับลดราคาสินค้าลงมา แต่ผู้ ประกอบการก็ชะลอการปรับลดราคามาโดยตลอด เมื่อต้นทุนน้ำมันสูงขึ้นผู้ประกอบการจึงใช้เป็นข้ออ้างไม่ปรับลดราคาสินค้าลงทันที
ขณะเดียวกัน ในการประชุมเชิงปฏิบัติการ (เวิร์กช็อป) เมื่อวันที่ 30 ม.ค.ที่ผ่านมา นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ ได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการสินค้า 46 รายการให้ ปรับลดราคาสินค้าให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตโดยเฉพาะต้นทุนน้ำมันที่ลดลง และได้ ประกาศว่ามีสินค้า 25 รายการให้ความร่วมมือในการปรับลดราคาลง ส่วนอีก 21 รายการจะมีการหารือเพื่อให้มีการปรับลดราคาต่อไป อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบสินค้า 25 รายการที่รับปากว่าจะปรับลดราคานั้น พบว่ามีการลดราคาแค่บางรายการและบางยี่ห้อเท่านั้น เช่น ผลไม้กระป๋องมาลี ซอสปรุงรสถั่วเหลืองภูเขาทอง ซอสพริกภูเขาทอง แป้งสาลีตราว่าว เต้าเจี้ยวตรา เด็กสมบูรณ์ ผลิตภัณฑ์ฟอกขาวตราไฮเตอร์ น้ำยาล้างจานซันไลต์ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดพื้นแมจิกคลีน เป็นต้น
ส่วนครีมนวดผม ซันซิล เจลแต่งผม ออด๊าซ ผู้ผลิตแจ้งว่าราคาวัตถุดิบยังทรงตัวระดับสูง กระดาษชำระ สก๊อตแอ็กซ์ตร้า พัดลม ยี่ห้อ TORY, IMAFLEX เครื่องดูดฝุ่น MOULINEX เครื่องเล่นวิทยุ-เทป-คอมแพ็กดิสก์ ACONATIC ปัจจุบันเปลี่ยนรุ่นไปแล้ว ไม่มีจำหน่าย ยางรถยนต์ และน้ำมันหล่อลื่น แจ้งว่าราคาจะลดลงภายในเดือน ก.พ.นี้
สำหรับสินค้าอีก 21 รายการที่ยังไม่ได้ปรับลดราคาลง เช่น น้ำจิ้มไก่ ผงชูรส วุ้นเส้น กระทิบรรจุภาชนะปิดผนึก ครีมนวดผม ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นหรือดับกลิ่น น้ำยาล้างห้องน้ำ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์ แปรงสีฟัน ก้านสำลีอนามัย ยากำจัดยุงและแมลง ปูนซีเมนต์ ไม้อัด สีทาบ้าน ยารักษาโรค ยาแก้ไข้หวัด ยาบรรเทาปวดกล้ามเนื้อ รถไถเดินตาม และจอบ เป็นต้น ขณะนี้ก็ยังอยู่ระหว่างการเจรจากับผู้ประกอบการ โดยกาแฟผงสำเร็จรูป และนมถั่วเหลือง แจ้งว่าไม่สามารถลดราคาได้ เพราะวัตถุดิบยังคงมีราคาสูง.
ที่มา : http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=122881
จัดทำโดย : นางสาวอรสา สว่างนิพันธ์ เลขทะเบียน 48210450 กลุ่ม12 คณะ บัญชี
คำถาม :
1. กรมการค้าภายในได้ศึกษาผลกระทบเบื้องต้นการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลอีก กี่ บาทต่อลิตรที่ส่งผลกระทบให้ราคาขายปลีกเพิ่มขึ้น
2. การประชุมเชิงปฏิบัติการ (เวิร์กช็อป) เมื่อวันที่ 30 ม.ค.ที่ผ่านมา นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ ได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการสินค้ากี่รายการให้ ปรับลดราคาสินค้าให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตโดยเฉพาะต้นทุนน้ำมันที่ลดลง
3. สินค้าอีก 21 รายการ เช่น น้ำจิ้มไก่ ผงชูรส วุ้นเส้น กระทิบรรจุภาชนะปิดผนึก ครีมนวดผม เป็นต้น ได้แจ้งเหตุผลอย่างไรจึงทียังไม่ได้ปรับลดราคาลง
วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
สคร.พล่านแจง รสก.ฐานะยังแข็งแกร่ง 4 แห่งโคม่า เพราะพิษ ศก.

สคร.โต้ข่าวรัฐวิสาหกิจ 58 แห่ง ขาดทุนหนัก-ประสบปัญหาวิกฤตการเงิน ยันภาพรวมยังมีผลดำเนินงานน่าพอใจ พร้อมยอมรับ ขสมก. ร.ฟ.ท. กคช.และการบินไทย มีปัญหาจริง แต่อ้างถูกจำกัดราคาค่าบริการให้ต่ำกว่าต้นทุน เพื่อบริการประชาชนอย่างทั่วถึง และปัญหาเศรษฐกิจ-ภาวะน้ำมันแพง ทำให้มีหนี้สินเพิ่มขึ้น
นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวถึงกระแสข่าวรัฐวิสาหกิจในประเทศกำลังตกอยู่ในภาวะขาดทุนอย่างหนัก และหลายแห่งกำลังโคม่า โดยระบุว่า ฐานะทางการเงินของรัฐวิสาหกิจในภาพรวมยังเข้มแข็งอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ แต่การดำเนินงานในปี 2552 ของรัฐวิสาหกิจบางแห่งอาจจะได้รับผลกระทบจากปัญหาวิกฤตการเงินโลก
อย่างไรก็ตาม สคร.ในฐานะผู้กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ จะติดตามการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจอย่างใกล้ชิดแบบเดือนต่อเดือน เพื่อให้สามารถออกมาตรการป้องกันหรือแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้ทัน และมีประสิทธิภาพสูงสุด
สำหรับฐานะทางการเงินของรัฐวิสาหกิจทั้ง 58 แห่ง ณ วันที่ 30 กันยายน 2551 มีสินทรัพย์รวมกันประมาณ 6.86 ล้านล้านบาท มีหนี้สินรวมประมาณ 5.16 ล้านล้านบาท และมีทุนรวมประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท ซึ่งรัฐวิสาหกิจในภาพรวมยังเติบโตต่อเนื่องและยังคงมีความมั่นคงทางการเงินในระดับสูง โดยอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนของรัฐวิสาหกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงินยังอยู่ในระดับต่ำ และมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง สาเหตุมาจากมาตรการของกระทรวงการคลังให้รัฐวิสาหกิจมีวินัยในการก่อหนี้มากขึ้น
ส่วนปัญหาทางการเงินของรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ 4 แห่ง ได้แก่ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) การเคหะแห่งชาติ (กคช.) และบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) นั้น ผู้อำนวยการ สคร.กล่าวว่า การก่อหนี้ของ ขสมก. ร.ฟ.ท.และ กคช.เพื่อการดำเนินงานตามปกติ เนื่องจากรัฐวิสาหกิจดังกล่าวถูกจำกัดราคาค่าบริการให้ต่ำกว่าต้นทุน เพื่อบริการประชาชนอย่างทั่วถึง ประกอบกับปัญหาเศรษฐกิจและภาวะน้ำมันแพงในปีผ่านมา ทำให้รัฐวิสาหกิจมีหนี้สินเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ การจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการ และการประกาศใช้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการให้เงินอุดหนุนบริการสาธารณะของรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2551 คาดว่า จะทำให้ฐานะทางการเงิน และปัญหาเรื่องการก่อหนี้ของรัฐวิสาหกิจเหล่านี้พัฒนาดีขึ้นตามลำดับ
สำหรับการบินไทย เป็นรัฐวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาวิกฤตการเงินโลก ปัญหาน้ำมันแพง และปัญหาความไม่สงบภายในประเทศ ส่งผลให้จำนวนผู้โดยสารลดลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงปลายปี 2551 ซึ่งปัจจุบันการบินไทย ได้จัดทำแผนฟื้นฟูกิจการเพื่อเสนอกระทรวงการคลังและกระทรวงคมนาคม เชื่อว่า ปัญหาของการบินไทยจะเป็นปัญหาสภาพคล่องระยะสั้น จะสามารถแก้ไขปัญหาได้เองในระยะเวลาสั้น
นายอารีพงศ์ กล่าวถึงความสามารถในการทำรายได้ และสร้างกำไรของรัฐวิสาหกิจในภาพรวมปี 2551 พบว่า รัฐวิสาหกิจสามารถทำรายได้รวมกันประมาณ 3.68 ล้านล้านบาท สูงกว่าปี 2550 ที่มีรายได้ 3.05 ล้านล้านบาท และมีกำไรรวม 170,000 ล้านบาท ลดลงกว่าปี 2550 ที่มีกำไร 200,000 ล้านบาท ซึ่งสาเหตุที่กำไรรวมที่ลดลงมาจากราคาต้นทุนที่สูงขึ้นโดยเฉพาะต้นทุนพลังงานและค่าใช้จ่ายบุคลากร โดยเมื่อราคาน้ำมันลดลงมาก จะทำให้ผลประกอบการของรัฐวิสาหกิจในปี 2552 ไม่ถูกกระทบมากเช่นในปี 2551
ที่มา:http://www.manager.co.th/Business/ViewNews.aspx?NewsID=9520000011858
จัดทำบทความโดย นางสาวฐิตาภรณ์ ธีระศรีปรีชา เลขทะเบียน 48210448
คำถาม
1. อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนของรัฐวิสาหกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง มาจากสาเหตุใด
2. องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) การเคหะแห่งชาติ (กคช.) มีหนี้สินเพิ่มขึ้นเนื่องจาก
3. บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้รับผลกระทบจากปัญหาใดบ้างและมีการแก้ไขปัญหาอย่างไร
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)