วันจันทร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2552

ทริส” หันเครดิตการบินไทยซ้ำ! เหตุภาระหนี้ท่วมยังกัดฟันแจกโบนัส-เงินเพิ่ม


วานนี้ (23 ม.ค.) บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ประกาศปรับลดอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ ไม่มีหลักประกันของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีกำหนดไถ่ถอนปี 2552-58 วงเงินรวม 43,000 ล้านบาท จาก A+เป็น A พร้อมแนวโน้มคงที่อันสะท้อนให้เห็นฐานะทางการเงินที่อ่อนแอลงกว่าที่ประมาณการไว้ ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากวิกฤติทางการเมืองตลอดจนราคาน้ำมันที่ผันผวนอย่างมากและภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว


เผชิญผลกระทบรอบด้าน
โดยทริสรายงานว่าการบินไทยได้รับผลกระทบอย่างมากจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและแม้ว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลงอย่างมากในไตรมาสสุดท้าย แต่บริษัทยังมีต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูง เนื่องจากได้ทำประกันความเสี่ยงราคาน้ำมันไว้ในระดับราคาที่ค่อนข้างสูง ขณะเดียวกันวิกฤติการเมืองที่ทวีความรุนแรงจนถึงการยึดสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองในช่วงปลายปี 51 ส่งผลให้จำนวนผู้โดยสารลดต่ำลงทำให้รายได้ของบริษัทในไตรมาสที่ 4 ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่นต่ำกว่าประมาณการอย่างมาก รวมทั้งบริษัทยังมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานค่อนข้างสูงและต้องจ่ายเงินล่วงหน้าค่าเครื่องบินสูงถึง 3,108 ล้านบาท ทำให้สภาพคล่องของบริษัทลดลงอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ ความต้องการซื้อขายเครื่องบินในตลาดรองลดลงอย่างมาก ส่งผลทำให้บริษัทไม่สามารถขายเครื่องบิน A340-500 จำนวน 4 ลำ ตามแผนที่วางไว้ได้ ทั้งบริษัทยังมีภาระต้องเช่าซื้อเครื่องบิน A330-300 อีก 8 ลำและ A380 จำนวน 6 ลำ ซึ่งจะทยอยส่งมอบในช่วงปี 2552-54 ผลการดำเนินงานที่อ่อนตัวลงกับภาระ การลงทุนและภาระหนี้ที่ต้องชำระตามกำหนดทำให้บริษัทต้องขอรับความช่วยเหลือจากกระทรวงการคลัง


เปิดสถานะถึงผงะภาระหนี้ท่วม
ณ สิ้น ธ.ค. 51 บริษัทมีเงินสดคงเหลือ 7,500 ล้านบาท จากปกติจะต้องมีเงินสดคงเหลือประมาณ 6,000 ล้านบาท ขณะที่หนี้ระยะสั้นของบริษัทเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 7,500 ล้าน ณ สิ้น ก.ย. 51 เป็น 17,980 ล้านบาท ณ สิ้น ธ.ค. 51 นอกจากนี้ ยังมีหนี้ระยะยาวซึ่งรวมถึงหุ้นกู้และหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อที่จะครบกำหนดชำระในปี 52 อีก 22,774 ล้านบาท และมีภาระลงทุนอีก 33,367 ล้าน ขณะที่คาดว่าจะมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน 15,000-20,000 ล้านบาท โดยบริษัทมีวงเงินที่ยังไม่ได้ใช้ ณ สิ้น ธ.ค. เพียง 3,421 ล้านบาท และที่จะได้รับเงินจากการออกหุ้นกู้ 4,790 ล้านบาท ดังนั้นบริษัทจึงมีภาระที่จะต้องกู้หนี้ใหม่เพิ่มถึง 45,000-55,000 ล้านบาท
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 51 ทริสเรท ติ้งได้เคยปรับลดอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ ของการบินไทยลงจาก AA-/Stable เหลือ A+/ Stable มาแล้ว ก่อนจะปรับลดอันดับเครดิตลงอีกล่าสุดวันนี้


อึ้ง! ยังแจกโบนัสปรับเงินเดือน
ในวันเดียวกัน พล.อ.อ.ณรงค์ศักดิ์ สังขพงศ์ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) พร้อมนายพิชัย ชุณหวชิระ ประธานคณะกรรมการบริหาร (บอร์ดชุดเล็ก) และผู้บริหารระดับสูงได้ร่วมชี้แจงทำความเข้าใจกับพนักงานการบินไทยกว่า 700-1,000 คนถึงวิกฤติที่การบินไทยประสบอยู่ ซึ่งถือเป็นปีแรกในประวัติศาสตร์นับแต่ก่อตั้งบริษัทมากว่า 48 ปีที่ประสบปัญหาขาดทุนจากการดำเนินงาน
โดย พล.อ.อ.ณรงค์ศักดิ์กล่าวว่า วิกฤติที่การบินไทยประสบอยู่จะไม่มีการปลด ลดเงินเดือนและลดจำนวนพนักงานลงแต่อย่างใด หากจะดำเนินการจะนำมาเป็นแนวทางสุดท้าย นอกจากนี้ ขอปฏิเสธกรณีที่มีข่าวออกมาว่าตนเป็นคนเสนอขอปรับเงินเดือนตัวเองเพิ่มขึ้น 150,000 บาท แต่เป็นเรื่องที่บอร์ดการบินไทย เป็นผู้อนุมัติเนื่องจากเห็นว่าตนมีความรับผิดชอบเพิ่มขึ้น แต่เพื่อช่วยวิกฤติจึงไม่ขอรับจำนวนเงินดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าพนักงานการบินไทยจะได้รับเงินรางวัลพิเศษ (โบนัส) และปรับเงินเดือนเพิ่มขึ้นในปีนี้ แต่จะได้รับจริงหรือไม่อยู่ที่บอร์ด การบินไทยจะเป็นผู้พิจารณา ส่วนสาเหตุที่เสนอให้โบนัสและปรับเงินเดือนเนื่องจากเห็นว่าคนทำงานและทำดีจะต้องได้รับผลตอบแทน


หั่นเงินเดือนสวัสดิการ
ส่วนแผนการลดค่าใช้จ่ายฝ่ายบริหารนั้นเบื้องต้นจะมีการปรับลดค่ายานพาหนะของฝ่ายบริหารระดับสูงระดับผู้อำนวยการใหญ่ขึ้นไปลง 50% จำนวน 6 เดือน รวมถึงจะมีการลดค่าทำงานล่วงเวลาของพนักงาน และลดค่าใช้จ่ายในส่วนของคาร์โก้ลง คาดว่าจะลดได้ถึง 2,000 ล้านบาท และลดค่าใช้จ่ายต่างประเทศทั้งในเรื่องของที่พักลูกเรือ ซึ่งจะทำให้ลดค่าใช้จ่ายได้ถึง 900 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังจะปิดศูนย์เช็กอินในเมืองเนื่องจากไม่คุ้มทุน
ด้านนายพิชัย ชุณหวชิระ ประธานคณะกรรมการบริหารการบินไทย กล่าวย้ำว่า สถานการณ์ของธุรกิจการบินทั่วโลกที่ประสบปัญหาขาดทุนจากภาวะเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ถือเป็นเรื่องปกติที่ขาดทุนเนื่องจากประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง ดังนั้น การบินไทยจะต้องมีการปรับแผนกลยุทธ์รวมถึงปรับโครงสร้างการดำเนินงานใหม่ให้มีความเข้มแข็งและสร้างรายได้เพิ่มขึ้น ดังนั้น จะต้องมีการสร้างความเชื่อมั่นและสร้างความเชื่อถือให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของการรับมอบเครื่องบินแอร์บัส เอ330-300 จำนวน 6 ลำ จาก 8 ลำ ที่ได้มีการจ่ายเงินค่ามัดจำล่วงหน้าไปแล้ว 33-35% ซึ่งจะไม่เป็นภาระ แต่จะสร้างรายได้ให้การบินไทยเพื่อมาจ่ายหนี้เงินกู้ได้ ซึ่งเงินกู้จำนวนกว่า 34,000 ล้านบาทนั้น ขณะนี้ได้เงินกู้ไปแล้ว 22,000 ล้านบาท ส่วนที่ขาดอยู่ 10,000 ล้านบาทนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างหาแห

คำถาม
1.การปรับลดค่าใช้จ่าย ทำอย่างไรได้บ้าง
2.เงินรางวัลพิเศษ (โบนัส) และปรับเงินเดือนเพิ่มขึ้น เป็นทางเลือกที่ดีหรือไม่
3.การออกหุ้นกู้เป้นวิธีที่ดีที่สุด แล้วหรือไม่ หรือ มีทางเลือกอื่น

นางสาวพันธิตรา โพธิ์ไพจิตร

วันอังคารที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2552

กสิกรฯตั้งเป้าสินเชื่อปีนี้โต8-10% หนี้เน่าส่อเพิ่ม-ตั้งทีมดูแลใกล้ชิด

กสิกรฯตั้งเป้าสินเชื่อเอสเอ็มอีปีนี้โต 8-10%ลดลงจากปีก่อนที่โต 16% ระบุเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายจีดีพีที่ที่ 1.5-2% หันโกยรายได้ค่าธรรมเนียมชดเชย ตั้งเป้าโต 40% ชูกลยุทธเสนอผลิตภัณฑ์เสริมสภาพคล่อง-การบริหารจัดการเงินสด ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้อยู่ในระดับ 3% แต่เริ่มเห็นแววเพิ่ม พร้อมจัดตั้งหน่วยงานดูแลใกล้ชิด นายปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK เปิดเผยว่า แผนการปล่อยสินเชื่อของสายงานวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี)นั้น ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะมีการเติบโตของสินเชื่ออยู่ที่ 8-10% โดยเป้าหมายดังกล่าวตั้งขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ(จีดี พี) ที่คาดว่าจะอยู่ที่ 1.5-2% เป้าหมายดังกล่าวยังถือว่ามีการเติบโตที่ต่ำกว่าในปี 2551 ที่ผ่านมา ที่มีการขยายตัวอยู่ที่ 16% ปัจจุบันมีฐานสินเชื่ออยู่กว่า 300,000 ล้านบาท ส่วนจำนวนลูกค้าเอสเอ็มอีของธนาคารมีอยู่จำนวน 700,000 ราย แต่มีเพียง 25% เท่านั้นที่ใช้บริการสินเชื่อ ส่วนที่เหลือ 75% ก็จะใช้บริการอย่างอื่นแต่ยังไม่ได้ใช้สินเชื่อกับธนาคาร เนื่องจากในปีที่ผ่านมาคุณสมบัติอาจจะยังไม่ผ่านเกณฑ์ที่ธนาคารได้กำหนดไว้ ทำให้ในปีนี้โอกาสในการขยายสินเชื่อเอสเอ็มอีนั้นจึงยังมีอยู่ค่อนข้างมาก ส่วนของธนาคารก็ยังมีสภาพคล่องที่เพียงพอในการปล่อยสินเชื่อและคงมีความ ระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น แต่การอนุมัติสินเชื่อนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับความต้องการของเอสเอ็มอีและความ เป็นไปได้ของธุรกิจด้วย ทั้งนี้ ธนาคารจะมุ่งเน้นให้ความสำคัญในการเพิ่มรายได้จากค่าธรรมเนียมให้มากขึ้น โดยตั้งเป้าหมายจะให้มีการเติบโตสูงถึง 40% จากปีก่อนมีการขยายตัวอยู่ที่ 20-30% โดยการสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมนั้นจะมาจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยเสริม สภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี การบริหารจัดการเงินสด (Cash Management) "ขณะนี้ทุกธุรกิจเริ่มมีปัญหาในเรื่องของสภาพคล่องและผู้ประกอบการ ที่ส่งออกสินค้าก็ต้องการที่จะเปิดตลาดใหม่ อีกทั้งยังไม่มั่นใจเกี่ยวกับฐานะของคู่ค้า ดังนั้นธนาคารก็อาจเข้าไปให้บริการเรื่องของการเปิดแอลซี ซึ่งก็จะทำให้ธนาคารมีรายได้ค่าธรรมเนียมเข้ามา ส่วนการดูแลลูกค้านั้นเราก็จะสนับสนุนในการให้ความรู้ เพราะเศรษฐกิจชะลอตัวการให้ความรู้กับผู้ประกอบการจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ" สำหรับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ก่อนหักสำรอง (เอ็นพีแอล) นั้นขณะนี้อยู่ที่ต่ำกว่า 3% และเมื่อหักสำรองแล้วอยู่ที่ 0.5% โดยในไตรมาส 4 ที่ผ่านมาได้มีสัญญาณของการชำระล่าช้าเกิดขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการขาดสภาพคล่องชั่วคราวเพราะคู่ค้ามีการชำระเงินช้า โดยธนาคารได้เข้าไปช่วยเหลือด้วยการยืดหนี้ ก็ทำให้ธุรกิจต่าง ๆ ยังคงเดินต่อไปได้ โดยเอ็นพีแอลของเอสเอ็มอีที่อยู่ในระดับที่ต่ำเนื่องจาก ลักษณะของธุรกิจเอสเอ็มอีมีความยืดหยุ่นในการปรับตัวจากผลกระทบต่าง ๆค่อนข้างสูงและมีการกระจายตัวไปยังหลายอุตสาหกรรม อีกทั้งธนาคารมีการคัดเลือกลูกค้าโดยดูความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นทั้ง หมดมาประเมินในการอนุมัติสินเชื่อ รวมถึงธนาคารมีการติดตามดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด โดยได้ตั้งหน่วยงานติดตามคุณภาพของลูกหนี้ที่ได้ตั้งขึ้นเมื่อปีที่ผ่านมา "การตั้งหน่วยงานขึ้นมาดูแลหนี้ ถ้าลูกค้าจ่ายช้า 1 วันก็จะมีการติดตามสอบถามทันที ทำให้จากจำนวนหนี้ที่เริ่มผิดนัดชำระเมื่อเราติดตามใกล้ชิดก็กลับมาเป็นหนี้ ดีทันทีประมาณ 50% ส่วนที่เหลือซึ่งมีการผิดนัดชำระจนกลายเป็นเอ็นพีแอลนั้น 25%ใช้เวลา 1 ปีก็สามารถกลับมาเป็นหนี้ปกติได้ ส่วนที่เหลือคือจะใช้เวลาแก้ไขนานกว่า 1 ปี" อย่างไรก็ตาม ในส่วนของมาตรการของรัฐบาลที่จะใช้กระตุ้นเศรษฐกิจนั้น คงจะเป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพราะการกระตุ้นดังกล่าวจะช่วยในเรื่องของกำลังซื้อให้กับผู้บริโภคและยังมี ส่วนที่จะมาเสริมคือเรื่องของอัตราดอกเบี้ยที่ยังมีแนวโน้มจะลดลงได้อีก โดยในการประชุมของคณะนโยบายการเงิน (กนง.)นั้นก็น่าจะปรับอัตราดอกเบี้ยลงประมาณ 0.5-1% ซึ่งจะเป็นส่วนช่วยให้ต้นทุนทางการเงินของเอสเอ็มอีต่ำลงตามไปด้วย **กสิกรไทยเปิดโครงการ K SME Care ปี 52** นายปกรณ์ กล่าวว่า ธนาคารกสิกรไทยได้พัฒนาโครงการส่งเสริมการจัดการที่ยั่งยืนของผู้ประกอบการ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ K SME Care มาอย่างต่อเนื่อง ติดต่อกันเป็นปีที่ 3 ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากจากการอบรมใน 7 รุ่นที่ผ่านมา รวมผู้เข้ารับการอบรมแล้วกว่า 3,400 ราย โดยนอกจากผู้ประกอบการที่เข้าร่วมอบรมจะได้รับความรู้และประสบการณ์จาก วิทยากรแล้ว ยังสามารถสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ จากนวัตกรรมในการทำธุรกิจในรูปแบบของ Online Business Matching บนเว็บไซต์ www.ksmecare.com ซึ่งเป็นช่องทางในการติดต่อทำธุรกิจจริงผ่านช่องทางออนไลน์ โดยไม่ต้องอาศัยความรู้ด้านเทคนิคที่ซับซ้อนและไม่เสียค่าใช้จ่าย อีกทั้งยังถือเป็นนวัตกรรมที่สร้างขึ้นบนเว็บไซต์เป็นแห่งแรกในประเทศไทยที่ นำเสนอการบริการในรูปแบบดังกล่าว สำหรับในปี 2552 ธนาคารจะเปิดรับผู้ประกอบการเข้าร่วมอบรมอีก 3 รุ่น โดยร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำเพิ่มอีก 5 แห่ง จากเดิมที่มีมหาวิทยาลัยเข้าร่วมโครงการ 7 แห่งทั่วประเทศทุกภูมิภาค ประกอบด้วย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (วิทยาเขตภูเก็ตและสุราษฎร์ธานี) มหาวิทยาลัยบูรพา (วิทยาเขตชลบุรีและนนทบุรี) ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของ E (Education) ภายใต้โครงการ K SME Care ในการพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรความรู้หลากหลายแขนงให้แก่ ผู้ประกอบการทั่วประเทศ ในรูปแบบของ Training Series เปิดอบรม 8 สัปดาห์ รับผู้เข้าอบรมประมาณ 800 รายต่อ 1 รุ่น ทั้งนี้ ในปี 2552 ธนาคารกสิกรไทยและมหาวิทยาลัยพันธมิตรชั้นนำต่างๆยังวางแผนงานในการลง พื้นที่เพื่อรับทราบความต้องการของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในแต่ละภูมิภาคอีก ด้วย โดยผู้ได้รับการคัดเลือกเข้าอบรมในรุ่นแรก จะประกาศผลในวันที่ 21 ม.ค. และเริ่มอบรมในวันที่ 30 ม.ค.ถึง 3 เม.ย.นี้

ที่มา : http://www.manager.co.th/StockMarket/ViewNews.aspx?NewsID=9520000003825

จัดทำโดย นางสาวศิริพร ขำวิไล เลขทะเบียน 48210426 คณะบัญชี

คำถาม

1.กสิกรฯตั้งเป้าสินเชื่อเอสเอ็มอีปีนี้ลดลงจากปีก่อนที่โตกี่เปอร์เซ็น

2.หน่วยงานติดตามคุณภาพของลูกหนี้ จะมีการติดตามสอบถามทันทีเมื่อลูกค้าขาดการผิดนัดชำระกี่วัน

3.ธนาคารจะเปิดรับผู้ประกอบการเข้าร่วมอบรมอีก 3 รุ่น โดยร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำเพิ่มอีกกี่แห่ง จากเดิมเท่าไหร่ ประกอบด้วยอะไรบ้าง

วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2552

จัดทำบทความโดย นางสาว อาภาวี ยมรัตน์ เลขทะเบียน 48210484

'วิกฤติเศรษฐกิจโลก' ขับเคลื่อนเอฟทีเอ อาเซียน-อียู

วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นและลุกลามจากประเทศสหรัฐอเมริกา ได้แพร่ระบาดไปยังประเทศต่างๆทั่วโลกรวมทั้งสหภาพยุโรป (อียู) และเอเชีย ส่งผลให้ประเทศที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวต้องเร่งออกมาตรการรับมือปัญหาที่เกิดขึ้น และปกป้องสภาพเศรษฐกิจของตนให้ดีที่สุด


นอกจากนั้นวิกฤติเศรษฐกิจครั้งล่าสุดที่มีชื่อเรียกว่า แฮมเบอร์เกอร์ ไครซิส ยังเป็นแรงกดดันอียูในการวางรากฐานด้านการค้ากับอาเซียน เพื่อรองรับการฟื้นตัวของภาพเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ผ่านช่องทางการเปิดเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ระหว่างอียูกับอาเซียน และดูเหมือนว่าฝ่ายอียูจะมีความกระตือรือร้นมากขึ้นหลังจากที่ประเทศสมาชิกต้องเผชิญกับวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ครั้งล่าสุดนี้

ทั้งสองฝ่ายจะจัดการเจรจาเอฟทีเอ อาเซียน-อียู ครั้งต่อไปในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ โดยประเทศมาเลเซียเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุม

เมื่อเร็วๆนี้ นายวินเซนต์ ปีเกต์ เอกอัครราชทูตแห่งคณะกรรมาธิการยุโรป และหัวหน้าคณะผู้แทนคณะกรรมาธิการยุโรปประจำประเทศมาเลเซีย ได้ออกมาเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกอาเซียนมีความกระตือรือร้นในการดำเนินการตามขั้นตอนที่นำไปสู่การเปิดเอฟทีเอกับอียูมากขึ้น เขากล่าวว่า "เรา (อาเซียน และ อียู) ควรผลักดันให้เกิดข้อตกลงฉบับนี้ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว และหวังว่าในการประชุมครั้งต่อไปที่จะจัดขึ้นในกรุงกัวลา ลัมเปอร์ ประเทศสมาชิกอาเซียนจะให้การสนองตอบต่อข้อเสนอของอียูอย่างชัดเจน"

นอกจากนั้นประเทศสมาชิกอาเซียนยังเคยยืนยันว่าจะจัดทำข้อตกลงตามที่ที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจและการค้าอาเซียน-อียู ซึ่งจัดขึ้นระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-อียู เมื่อ 2 ปีที่แล้วได้บรรลุข้อตกลงไว้ เขากล่าวด้วยว่า "ในเวลาที่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวกำลังรุกคืบเข้ามาในระบบเศรษฐกิจ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องหาบทสรุปข้อตกลงเอฟทีเอ อาเซียน-อียู ให้เร็วขึ้น"

ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา การเจรจาเอฟทีเอระดับภูมิภาคมีความคืบหน้าไปบ้างบางส่วน แต่ยังไม่เป็นที่น่าพอใจเมื่อพิจารณาถึงเวลา 1 ปีครึ่งที่ใช้ไปในการเจรจากับความคืบหน้าที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน

เขากล่าวว่า "ข้อตกลงฉบับนี้จะให้ประโยชน์ต่ออาเซียน ซึ่งอียูมีข้อมูลสนับสนุนการพยากรณ์ว่าอัตราการขยายตัวของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของอาเซียนจะเติบโตในระดับ 2.2% และมาเลเซียจะได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ"

อย่างไรก็ตามยังมีอุปสรรคสำคัญในการจัดทำเอฟทีเออาเซียน-อียู อยู่ด้วยกัน 2 ประการ ได้แก่ การที่อาเซียนไม่ใช่สหภาพที่จัดตั้งขึ้นอย่างเป็นระบบ ดังนั้นในท้ายที่สุดแล้วอียูจะต้องลงนามในข้อตกลงเอฟทีเอกับประเทศสมาชิกแต่ละประเทศ รวมทั้งการที่เศรษฐกิจของประเทศสมาชิกอาเซียนมีความแตกต่างและหลากหลายได้กลายเป็นอุปสรรคต่อการเปิดเอฟทีเอกับอียู

ดังนั้นรูปแบบที่อียูจะดำเนินการก็คือการจัดทำข้อตกลงสำหรับประเทศสมาชิกอาเซียนแต่ละประเทศที่มีเงื่อนไขแตกต่างกันออกไปตามลักษณะของเศรษฐกิจ ซึ่งนายปีเกต์เชื่อว่าสมาชิกบางประเทศของอาเซียนมีความพร้อมที่จะบรรลุข้อตกลงเอฟทีเออาเซียน-อียู ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาที่มีเศรษฐกิจขนาดเล็ก เช่น สปป.ลาว กัมพูชา และพม่าจะร่วมลงนามในข้อตกลงเอฟทีเออาเซียน-อียูในภายหลัง

ก่อนหน้านี้นายปีเตอร์ แมนเดลสัน อดีตผู้แทนการค้าอียู กล่าวว่าความทุ่มเทของประเทศสมาชิกอาเซียนในการรักษาความสงบและความมั่นคงของภูมิภาค รวมทั้งศักยภาพทางเศรษฐกิจทำให้อาเซียนเป็นพันธมิตรที่สำคัญของอียู ซึ่งเมื่อนำคำพูดของนายปีเกต์มาประกอบแล้วจะเห็นได้ว่าอียูมีความกระตือรือร้นในการสานสัมพันธ์ทางการค้ากับอาเซียนให้เหนียวแน่นยิ่งขึ้นมากเพียงใด

ที่มา: http://www.thannews.th.com/detialNews.php?id=T0923902&issue=2390

คำถามท้ายเรื่อง

1. อียูวางรากฐานด้านการค้ากับอาเซียน เพื่อรองรับการฟื้นตัวของภาพเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ผ่านช่องทางใด
2. การเจรจาเอฟทีเอ อาเซียน-อียู ครั้งต่อไปในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ประเทศใดเป็นเจ้าภาพ
3. อุปสรรคสำคัญในการจัดทำเอฟทีเออาเซียน-อียู อยู่ด้วยกัน 2 ประการได้แก่อะไร

วันอังคารที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2552

พาณิชย์ไม่ห่วงเงินเฟ้อหลอนคนไทย [6 ม.ค. 52 - 04:51]

นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (เงินเฟ้อ) ในเดือน ธ.ค.51 อยู่ที่ระดับ 119.5 เมื่อเทียบกับเดือน พ.ย.51 ลดลง 1.6% ลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 ส่วนเมื่อเทียบกับเดือน ธ.ค.50 สูงขึ้น 0.4% ต่ำสุดในรอบ 6 ปี 4 เดือน นับจากเดือน ส.ค.45 ที่สูงขึ้น 0.3% และเมื่อเทียบเฉลี่ยทั้งปี 51 กับปี 50 สูงขึ้น 5.5% ต่ำกว่าการคาดการณ์ของกระทรวงพาณิชย์ที่ทั้งปีคาดว่าจะขยายตัว 5.6-5.9% และต่ำกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้ว่าจะขยายตัวเป็นเลข 2 หลัก

ส่วนเงินเฟ้อพื้นฐานของประเทศในเดือน ธ.ค.51 ที่หักรายการน้ำมันและสินค้ากลุ่มอาหารสดออกอยู่ที่ระดับ 108.2 เมื่อเทียบกับเดือน พ.ย. 51 ลดลง 0.1% เทียบกับเดือน ธ.ค. 50 สูงขึ้น 1.8% และเมื่อเทียบเฉลี่ยทั้งปี 51 กับปีก่อน สูงขึ้น 2.4% ซึ่งการที่เงินเฟ้อทั้งปี 51 สูงขึ้น 5.5% แม้จะเป็นอัตราที่สูงเทียบกับปี 50 ที่สูงขึ้นเพียง 2.3% แต่อยู่ในเป้าหมายที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งไว้

สำหรับในปี 52 นายศิริพลคาดการณ์ว่าจะขยายตัว 0-1.2% บนสมมติฐานที่ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยบาร์เรลละ 50-60 เหรียญสหรัฐฯ และอัตราแลกเปลี่ยน 35-36 บาทต่อเหรียญฯ แต่หากรัฐบาลยกเลิก 6 มาตรการ 6 เดือน เงินเฟ้อก็อาจปรับตัวขึ้นเล็กน้อย ขณะเดียวกัน หากราคาน้ำมันปรับตัวลดลงมากกว่านี้ก็จะส่งผลให้เงินในกระเป๋าของประชาชนมีมากขึ้น และเงินเฟ้อทั้งปีอาจจะถึงกับติดลบ 0.5%

“กระทรวงพาณิชย์มองเงินเฟ้อปีนี้ต่ำที่ 0-1.2% เพราะแรงกดดันจากราคาน้ำมันไม่มีเหมือนปีที่ผ่านมา ทำให้คนมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น เพราะไม่ต้องจ่ายเงินซื้อน้ำมันมากขึ้น แต่คงไม่ถึงขั้นเงินฝืด เพราะการเกิดเงินฝืดไม่ใช่อยู่ที่เงินเฟ้อต่ำเพียงอย่างเดียว ต้องมองปัจจัยอื่นประกอบด้วยว่ามีอัตราว่างงานเยอะหรือไม่ เศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างไรแต่เงินเฟ้อที่ต่ำสะท้อนว่าคนมีอำนาจซื้อมากขึ้น ราคาสินค้าไม่เพิ่มขึ้นคนก็ยังใช้สอยเพราะมีเงินมากขึ้นจากการที่ไม่ต้องจ่ายเงินซื้อน้ำมันที่แพง โดยส่วนตัวมองว่าขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณเงินฝืดแน่นอน”.

ที่มา http://www.thairath.co.th/news.php?section=economic&content=117910

คำถาม 1. ปลัดกระทรวงพาณิชย์ คือใคร
2. ปี 52 คาดการณ์ว่าจะขยายตัว 0-1.2% บนสมมติฐานที่ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยบาร์เรลละกี่เหรียญสหรัฐฯ
3. กระทรวงพาณิชย์มองเงินเฟ้อปีนี้ต่ำที่ 0-1.2% เพราะแรงกดดันจากอะไร

จัดทำโดย นางสาวอรสา สว่างนิพันธ์ เลขทะเบียน 48210450 คณะ บัญชี