วันจันทร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ญี่ปุ่นถลำลงสู่ภาวะศก.ถดถอยแล้ว แถมอนาคตก็ 'มืด' ตามเศรษฐกิจโลก


เอเจนซี - ญี่ปุ่นถลำลงสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี ในระหว่างไตรมาสสามของปีนี้ และนักวิเคราะห์บางคนมองว่า วิกฤตทางการเงินทั่วโลกที่ยังคงรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ อาจจะทำให้เศรษฐกิจของแดนอาทิตย์อุทัยต้องก้าวไปบนเส้นทางการหดตัวอย่างยาวนานที่สุดเท่าที่เคยเป็นมา


ในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายนปีนี้ ผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี)ของญี่ปุ่นได้หดตัวลง 0.1% ทั้งๆ ที่เป็นไตรมาสซึ่งแดนอาทิตย์อุทัยเพิ่งรับผลกระทบของความปั่นป่วนรุนแรงในตลาดการเงินโลกที่เริ่มต้นขึ้นในตอนกลางเดือนกันยายน อันทำเอากิจการธนาคารในวอลล์สตรีทล่มจมเป็นแถวๆ อีกทั้งจุดชนวนให้ตลาดหลักทรัพย์โตเกียวดำดิ่งเหว และเงินเยนแข็งค่า ซึ่งน่าจะทำให้พวกผู้ส่งออกยิ่งบาดเจ็บหนักขึ้นไปอีก


ทางด้านเขตยูโรโซนก็ประสบภาวะเศรษฐกิจถดถอยเช่นเดียวกัน ทั้งนี้เมื่อพิจารณาตามคำจำกัดความที่นิยมใช้กันทั่วไปที่ว่า ภาวะเศรษฐกิจถดถอยก็คือการที่เศรษฐกิจอยู่ในสภาพติดลบรวม 2 ไตรมาสต่อเนื่องกัน ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯนั้นก็คาดว่าจะตามติดมาในไม่ช้า ภายหลังจากไตรมาสสามปีนี้อยู่ในอาการติดลบแล้ว 1 ไตรมาส


สำหรับญี่ปุ่นนั้น นักเศรษฐศาสตร์บางคนเตือนว่าในไตรมาสสี่ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นก็อาจจะติดลบด้วยเช่นเดียวกัน รัฐมนตรีเศรษฐกิจของญี่ปุ่น คาโอรุ โยซาโนะ ก็ออกมาบอกว่าสถานการณ์อันยากลำบากกำลังรออยู่เบื้องหน้า


"เศรษฐกิจจะตกต่ำลงไปมากกว่านี้อีก ซึ่งเป็นไปในทางเดียวกันเศรษฐกิจโลก" ยาโซโนะกล่าว "เราจะต้องรำลึกไว้เสมอว่าสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจอาจจะตกต่ำมากกว่าเดิม อันเนื่องมาจากวิกฤตการเงินของสหรัฐฯและยุโรปที่กินลึกในระบบไปเรื่อย ๆ และก็ยังถูกซ้ำเติมด้วยราคาหุ้นและค่าเงินที่จะเหวี่ยงขึ้นลงอย่างรุนแรงเมื่อความกังวลเรื่องเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น"


ปัญหาเศรษฐกิจของยุโรปและญี่ปุ่นเน้นให้เห็นว่าผู้นำโลกจำเป็นจะต้องหาแผนที่มีประสิทธิภาพพอที่จะบรรเทาวิกฤตที่เกิดขึ้น การประชุมเมื่อวันเสาร์(15)ของผู้นำประเทศในกลุ่มจี 20 แม้จะสามารถออกแถลงการณ์ร่วมกันมาได้ แต่ก็ไม่ทำให้นักลงทุนในตลาดเชื่อมั่นมากขึ้นเพราะไม่สามารถบรรลุมาตรการที่มีผลในทางปฏิบัติ ความผันผวนของตลาดครั้งใหม่ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่กลางเดือนกันยายนเป็นต้นมา ยังไม่ถูกนำมาคำนวณในตัวเลขจีดีพีของญี่ปุ่นทั้งหมด ซึ่งความเป็นจริงนี้ยิ่งทำให้ภาพรวมของเศรษฐกิจญี่ปุ่นในไตรมาสสี่ตลอดจนช่วงต่อไปในอนาคต ยิ่งมัวมนลงไปอีก


ดัชนีนิกเคอิของตลาดโตเกียวร่วงลงมาถึงหนึ่งในสี่แล้วนับตั้งแต่เริ่มต้นเดือนตุลาคมเป็นต้นมา ส่วนค่าเงินเยนก็พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 13 ปีเมื่อเทียบเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งก็ยิ่งทำให้ผู้ส่งออกญี่ปุ่นบอบช้ำหนักขึ้น นอกจากนี้ก็ยังทำให้ชาวญี่ปุ่นลดการบริโภคลงด้วย ปัจจัยทั้งสองประการนี้ นั่นคือ การส่งออกและการบริโภค เป็นเสาหลักของเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่เมื่ออ่อนตัวลงมาพร้อมก็จะทำให้ญี่ปุ่นมีปัญหาทุกครั้ง


รองผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น คิโยะฮิโกะ นิชิมูระ ก็ยังได้ออกมาเตือนด้วยว่าภาวะอันย่ำแย่ของตลาดนั้นจะไม่ยุติลงไปง่าย ๆ "ความกังวลของผู้เล่นในตลาดเกี่ยวกับความเสี่ยงของตลาดเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ตลาดเหล่านี้ที่มีบทบาทสูงในโลกการเงิน มีประสิทธิภาพลดลง ซึ่งจะส่งผลให้ตลาดการเงินของญี่ปุ่นไร้เสถียรภาพตามไปด้วย"


จากข้อมูลที่รัฐบาลญี่ปุ่นแถลงวันจันทร์(17) ตัวเลขจีดีพีของไตรมาสสามเมื่อแปลงเป็นอัตราต่อปีแล้ว จะเท่ากับหดตัวลง 0.4% ย่ำแย่ชนิดกลับตาลปัตรจากที่ตลาดทำนายกันโดยทั่วไปว่าจะมีการขยายตัวในระดับ 0.3%


สำหรับไตรมาสสองนั้น ตัวเลขที่แถลงวันจันทร์ ได้มีการแก้ไขใหม่ให้ติดลบหนักหน่วงยิ่งกว่าเดิมอีก กล่าวคือ จีดีพีในไตรมาสดังกล่าวมีการหดตัวเท่ากับปีละ 0.9% นับเป็นอัตราการลดลงมากที่สุดในรอบ 7 ปี


นักเศรษฐศาสตร์บางคนเชื่อว่า จีดีพีรวมทั้งปีนี้ของญี่ปุ่น ก็น่าจะหดตัวลงด้วยเช่นกัน


"ความเสี่ยงที่ญี่ปุ่นจะเผชิญหน้ากับภาวะหดตัวติดกันทั้งไตรมาสสามและสี่เพิ่มสูงขึ้นทุกขณะ เนื่องเพราะเราไม่สามารถที่จะพึ่งพาการส่งออกได้อีกต่อไปแล้ว ประเทศที่เป็นตลาดของเราก็ถูกกระทบจากวิกฤตการเงินด้วยเช่นกัน" ทาเคชิ มินามิ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของสถาบันวิจัยโนริชุกินกล่าว


ค่าเงินเยนวานนี้ดิ่งลงทันทีหลังมีการประกาศตัวเลขอัตราการเติบโตออกมา แต่เนื่องจากเงินเยนเป็นเงินที่ต้นทุนกู้ยืมต่ำที่สุดเพราะดอกเบี้ยของญี่ปุ่นต่ำที่สุดในโลก ทำให้การดิ่งลงนี้เป็นภาวะชั่วคราวเท่านั้น จึงคาดการณ์กันว่าไม่ช้านักลงทุนก็จะต้องการเงินเยนสำหรับเป็นฐานในการลงทุนในตลาดต่าง ๆของโลกอีกครั้ง


ส่วนดัชนีนิกเคอิก็ร่วงลงราว 2.5% หลังการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจออกมา แต่นักลงทุนก็พากันช้อนซื้อหุ้นราคาถูกทำให้ดัชนีดีดกระเตื้องขึ้น และปิดโดยบวก 0.7%






จัดทำบทความโดย นางสาวฐิตาภรณ์ ธีระศรีปรีชา เลขทะเบียน 48210448
คำถาม
1.ปัญหาที่เป็นเสาหลักของเศรษฐกิจญี่ปุ่น 2 ประการ ได้แก่อะไรบ้าง
2.ความเสี่ยงที่ญี่ปุ่นจะเผชิญกับภาวะจีดีพีรวมทั้งไตรมาส 3 และ 4 มาจากสาเหตุใด
3.ภาวะเศรษฐกิจถดถอย คืออะไร

วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ทิสโก้ซื้อธุรกิจลิสซิ่งจากกลุ่มฟอร์ด ตอกย้ำผู้นำเช่าซื้อ


ทิสโก้เข้าซื้อกิจการลีสซิ่งในเครือฟอร์ดมอเตอร์ ตอกย้ำความเป็นผู้นำในธุรกิจเช่าซื้อ เพื่อขยายธุรกิจเช่าซื้อของกลุ่มทิสโก้ รวมทั้งขยายโอกาสทางธุรกิจเพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำในเครือฟอร์ด มาสด้า และวอลโว่ ทิสโก้เตรียมรับช่วงเข้าบริหารพอร์ตต่อต้นปี 52 นี้

นางอรนุช อภิศักดิ์ศิริกุล กรรมการรองกรรมการอำนวยการธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า คณะกรรมการธนาคารมีมติอนุมัติให้บริษัททิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป ซึ่งบริษัทแม่ของธนาคารทิสโก้ เข้าซื้อกิจการของ บริษัท ไพรมัส ลีสซิ่ง จำกัด ซึ่งทำธุรกิจลีสซิ่งของบริษัทฟอร์ด เครดิต อินเตอร์เนชั่นแนล ที่ให้บริการสินเชื่อแก่ผู้จำหน่ายรถยนต์และผู้ซื้อรถยนต์ฟอร์ด มาสด้า และวอลโว่ในประเทศไทย โดยมีสินทรัพย์รวมประมาณ 8,500 ล้านบาท เพื่อเป็นการขยายธุรกิจเช่าซื้อของกลุ่มทิสโก้ รวมทั้งยังเป็นการขยายโอกาสทางธุรกิจในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าคุณภาพของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำในเครือฟอร์ด มาสด้า และวอลโว่ โดยได้มีการลงนามในสัญญาซื้อกิจการไปเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. ที่ผ่านมา โดยหลังจากที่ได้รับอนุมัติจากธนาคารแห่งประเทศไทย ทิสโก้จะเข้าไปบริหารกิจการดังกล่าวได้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2552 เป็นต้นไป
“ฟอร์ด เครดิต อินเตอร์เนชั่นแนล ประกอบธุรกิจในไทยมานาน และมีฐานลูกค้าที่มีคุณภาพ เชื่อว่าเมื่อบวกกับความชำนาญในธุรกิจเช่าซื้อของทิสโก้ หลังจากที่เราเข้าไปบริหารธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ของเครือฟอร์ด จะเป็นการเพิ่มศักยภาพในการบริการลูกค้าฟอร์ดได้ดียิ่งขึ้น โดยทิสโก้จะเป็นผู้สนับสนุนทางการเงินแก่ผู้จำหน่าย (ดีลเลอร์) และลูกค้าของฟอร์ดมอเตอร์ต่อเนื่องไปจากปัจจุบัน และคงบริการที่ดีแก่ลูกค้าและผู้จำหน่ายของฟอร์ดมอเตอร์” นางอรนุช กล่าว

สำหรับการขายธุรกิจเช่าซื้อของฟอร์ด เครดิต อินเตอร์เนชั่นแนล ในครั้งนี้ เกิดขึ้นภายหลังจากการที่ฟอร์ด มอเตอร์ได้มองหาพันธมิตรที่มีความแข็งแกร่ง เพื่อเข้าสนับสนุนธุรกิจของฟอร์ด ให้เพิ่มขีดความสารถการบริการลูกค้าให้มากขึ้น อีกทั้งเป็นการพัฒนาธุรกิจของฟอร์ดในการมุ่งเน้นธุรกิจจำหน่ายรถยนต์ในไทยให้ก้าวหน้าต่อไป จึงตัดสินใจขายธุรกิจเช่าซื้อให้แก่ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป

“กลุ่มทิสโก้เป็นผู้ให้บริการด้านการเงินชั้นนำที่มีความแข็งแกร่งและมีผลประกอบการที่ดี มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาธุรกิจ อีกทั้งเป็นผู้สนับสนุนสินเชื่อเช่าซื้อแก่ลูกค้าของฟอร์ด มาสด้า และวอลโว่มานาน เรามั่นใจว่าความแข็งแกร่งและศักยภาพของเรา จะช่วยสนับสนุนธุรกิจของฟอร์ดที่จะมุ่งเน้นธุรกิจจำหน่ายรถยนต์ให้พัฒนายิ่งขึ้น และสามารถขยายการให้บริการให้แก่ลูกค้าได้มากขึ้น ทั้งผู้จำหน่ายรถยนต์และผู้ซื้อรถยนต์เอง ซึ่งการซื้อขายกิจการดังกล่าวจะเป็นการดีต่อกันทั้งสองฝ่าย ในการขยายธุรกิจในอนาคตและเพิ่มการบริการแก่ลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น"

อนึ่ง ธุรกิจลีสซิ่งของฟอร์ด ที่กลุ่มทิสโก้เข้าซื้อครั้งนี้ ประกอบด้วยลูกค้าสินเชื่อของฟอร์ด มาสด้า และวอลโว่ รวมประมาณ 26,600 ราย และมีผู้จำหน่าย 138 ราย ทั้งนี้การเข้าซื้อกิจการดังกล่าวอยู่ระหว่างการยื่นขออนุมัติต่อธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งทิสโก้คาดว่า จะสามารถเข้าไปบริหารงานอย่างเต็มตัวได้ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2552
คำถาม
1.เพราะเหตุใดทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จึงตัดสินใจซื้อธุรกิจลีสซิ่งของฟอร์ด
2.จากการรวมธุรกิจทิสโก้จะเป็นผู้สนับสนุนด้านใดบ้าง
3.ธุรกิจลีสซิ่งของฟอร์ด ที่กลุ่มทิสโก้เข้าซื้อครั้งนี้ ประกอบด้วยอะไรบ้าง
น.ส.พันธิตรา โพธิ์ไพจิตร

วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2551

หุ้นไทยปี'52 เป็นแค่เทรดดิง

ในงานสัมมนาเรื่องทิศทางตลาดหุ้นไทยปี 2552 และกลยุทธ์การลงทุน ซึ่งจัดโดยตลาดหลักทรัพย์ ยอมรับว่าอยู่ในภาวะที่ยิ้มไม่ออก
และต้องทำใจยอมรับความเป็นจริงว่าตลาดหุ้นปีวัวยังยากที่จะดีขึ้น และยังเต็มไปด้วยความเสี่ยง ซึ่งนักลงทุนทำได้เพียงเทรดดิงหรือเล่นสั้นๆ เท่านั้น
นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บล.เอเซีย พลัส (ASP) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยปี 2552 จะเป็นตลาดเทรดดิงมากกว่า เพราะต้องยอมรับว่าขณะนี้เศรษฐกิจของทั้งโลกยังไม่ดี และเศรษฐกิจไทยปีหน้าจะติดลบ 5% และยังคงเห็นข่าวร้ายๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนข่าวร้ายของประเทศไทยนั้นเพิ่งจะเกิดขึ้นเท่านั้น เพราะจะเห็นว่าหลังจากนี้หรือในปีหน้าเราอาจเห็นสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือลดเครดิตประเทศไทยหลังเปลี่ยนมุมมองเป็นลบไปแล้ว ซึ่งเหตุผลนี้จะทำให้ต้นทุนการเงินของประเทศแพงขึ้น และเราจะเห็นการหั่นกำไรของภาคธุรกิจลงไปอีก
“หุ้นไทยปีหน้าก็เหมือนกับไตรมาส 4 ปีนี้ ที่จะเป็นตลาดเทรดดิง หรือการขึ้นลงของดัชนีจะมีลักษณะฟันปลา และจะเห็นหุ้นเริ่มฟื้นในช่วงครึ่งปีหลัง 2552 หรือปลายปี หรืออย่างช้าหุ้นอาจจะไปฟื้นต้นปีหรือกลางปี 2553 ก็เกิดขึ้นได้เช่นกัน”

สำหรับ
กลยุทธ์ในการลงทุนนั้นแนะหลีกเลี่ยงหุ้นโรงกลั่นและปิโตรเคมี เพราะยังคงได้รับผลกระทบจากวิกฤต และให้ลงทุนหุ้นมือถือ หรือหุ้นที่มีเงินสดในมือเยอะ
นายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ และประธานสายงานวิจัยหลักทรัพย์ บล.ภัทร กล่าวเช่นเดียวกันว่า หุ้นปีหน้าคงเป็นแค่เทรดดิง และขณะนี้ยังไม่สามารถที่จะประเมินได้ว่าดัชนีตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไร ซึ่งจะมีการกลับมาพิจารณาดัชนีตลาดหุ้นไทยอีกครั้งกลางปี 2552 เมื่อสถานการณ์ต่างๆ ชัดเจนขึ้น
ศุภวุฒิ สายเชื้อ“เชื่อว่าการขายหุ้นเพื่อคืนหนี้ของกองทุนต่างประเทศน่าจะสิ้นสุดปลายปีนี้แล้ว และต้นปี 2552 หุ้นน่าจะเริ่มฟื้นตัว ได้ แต่หากจะเข้าลงทุนหุ้นให้ทยอยเข้าซื้อ ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2552 และถือยาว 3-5 ปี เชื่อได้ว่าจะได้รับผลตอบแทนที่ดี” นายศุภวุฒิ กล่าว
นอกจากนี้ ยังได้แนะวิธีเลือกลงทุนในหุ้นโดยให้ดูใน 4 ประเด็นหลักๆ คือ 1.ดูความสามารถของผู้บริหารกิจการว่ามีความสามารถสูงในช่วงวิกฤต 2.เป็นบริษัทที่มีสภาพคล่องหรือเงินสดในมือสูงพอ 3.มีงบดุลไม่เสี่ยงเช่นหนี้สินต่อทุนต่ำ และ 4.มีปันผลสูง
นายสมชาย ภคภาสวิวัฒน์ ประธานกรรมการบล.นครหลวงไทย กล่าวว่า หุ้นปีหน้ายังมีโอกาสที่จะลดลงจากระดับต่ำสุดของปีนี้ที่ 382 จุด ได้อีก 10-30% เพราะปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ยังไม่จบ และหากจีดีพีประเทศโตเพียง 1-3% ก็จะทำให้กำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ติดลบได้
นายมนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบล.กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า หุ้นมีขึ้น-มีลง ดังนั้นจึงบอกคาถาให้นักลงทุนว่า ซื้อเมื่อถูก ขายเมื่อหุ้นขึ้น และตอนนี้ถือว่าหุ้นไทยถูกมากๆ จึงน่าจะลงทุน
นอกจากนี้ เมื่อให้เหล่าเซียนให้คะแนนตลาดหุ้นไทยปีหน้า ซึ่งส่วนใหญ่ให้ที่ระดับ 3 คะแนน
จากคะแนนเต็ม 10 ก็ทำให้ เห็นว่าวิบากกรรมตลาดหุ้นไทยยังคงจะ มีอีกยาว!!!



ที่มา http://www.posttoday.com/stockmarket.php?id=21455

คำถาม
1 เศรษฐกิจไทยปีหน้าติดลบกี่เปอร์เซ็นต์
2 กลยุทธในการลงทุนนั้นควรหลีกเลี่ยงหุ้นประเภทใด
3 4ประเด็นหลักในการเลือกลงทุนในหุ้นมีอะไรบ้าง


น.ส.ลัดดาวัลย์ ลิมปิโชติกุล 48210439