จัดทำบทความโดย นางสาว อาภาวี ยมรัตน์ เลขทะเบียน 48210484
'วิกฤติเศรษฐกิจโลก' ขับเคลื่อนเอฟทีเอ อาเซียน-อียู
วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นและลุกลามจากประเทศสหรัฐอเมริกา ได้แพร่ระบาดไปยังประเทศต่างๆทั่วโลกรวมทั้งสหภาพยุโรป (อียู) และเอเชีย ส่งผลให้ประเทศที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวต้องเร่งออกมาตรการรับมือปัญหาที่เกิดขึ้น และปกป้องสภาพเศรษฐกิจของตนให้ดีที่สุด
นอกจากนั้นวิกฤติเศรษฐกิจครั้งล่าสุดที่มีชื่อเรียกว่า แฮมเบอร์เกอร์ ไครซิส ยังเป็นแรงกดดันอียูในการวางรากฐานด้านการค้ากับอาเซียน เพื่อรองรับการฟื้นตัวของภาพเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ผ่านช่องทางการเปิดเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ระหว่างอียูกับอาเซียน และดูเหมือนว่าฝ่ายอียูจะมีความกระตือรือร้นมากขึ้นหลังจากที่ประเทศสมาชิกต้องเผชิญกับวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ครั้งล่าสุดนี้
ทั้งสองฝ่ายจะจัดการเจรจาเอฟทีเอ อาเซียน-อียู ครั้งต่อไปในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ โดยประเทศมาเลเซียเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุม
เมื่อเร็วๆนี้ นายวินเซนต์ ปีเกต์ เอกอัครราชทูตแห่งคณะกรรมาธิการยุโรป และหัวหน้าคณะผู้แทนคณะกรรมาธิการยุโรปประจำประเทศมาเลเซีย ได้ออกมาเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกอาเซียนมีความกระตือรือร้นในการดำเนินการตามขั้นตอนที่นำไปสู่การเปิดเอฟทีเอกับอียูมากขึ้น เขากล่าวว่า "เรา (อาเซียน และ อียู) ควรผลักดันให้เกิดข้อตกลงฉบับนี้ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว และหวังว่าในการประชุมครั้งต่อไปที่จะจัดขึ้นในกรุงกัวลา ลัมเปอร์ ประเทศสมาชิกอาเซียนจะให้การสนองตอบต่อข้อเสนอของอียูอย่างชัดเจน"
นอกจากนั้นประเทศสมาชิกอาเซียนยังเคยยืนยันว่าจะจัดทำข้อตกลงตามที่ที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจและการค้าอาเซียน-อียู ซึ่งจัดขึ้นระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-อียู เมื่อ 2 ปีที่แล้วได้บรรลุข้อตกลงไว้ เขากล่าวด้วยว่า "ในเวลาที่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวกำลังรุกคืบเข้ามาในระบบเศรษฐกิจ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องหาบทสรุปข้อตกลงเอฟทีเอ อาเซียน-อียู ให้เร็วขึ้น"
ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา การเจรจาเอฟทีเอระดับภูมิภาคมีความคืบหน้าไปบ้างบางส่วน แต่ยังไม่เป็นที่น่าพอใจเมื่อพิจารณาถึงเวลา 1 ปีครึ่งที่ใช้ไปในการเจรจากับความคืบหน้าที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน
เขากล่าวว่า "ข้อตกลงฉบับนี้จะให้ประโยชน์ต่ออาเซียน ซึ่งอียูมีข้อมูลสนับสนุนการพยากรณ์ว่าอัตราการขยายตัวของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของอาเซียนจะเติบโตในระดับ 2.2% และมาเลเซียจะได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ"
อย่างไรก็ตามยังมีอุปสรรคสำคัญในการจัดทำเอฟทีเออาเซียน-อียู อยู่ด้วยกัน 2 ประการ ได้แก่ การที่อาเซียนไม่ใช่สหภาพที่จัดตั้งขึ้นอย่างเป็นระบบ ดังนั้นในท้ายที่สุดแล้วอียูจะต้องลงนามในข้อตกลงเอฟทีเอกับประเทศสมาชิกแต่ละประเทศ รวมทั้งการที่เศรษฐกิจของประเทศสมาชิกอาเซียนมีความแตกต่างและหลากหลายได้กลายเป็นอุปสรรคต่อการเปิดเอฟทีเอกับอียู
ดังนั้นรูปแบบที่อียูจะดำเนินการก็คือการจัดทำข้อตกลงสำหรับประเทศสมาชิกอาเซียนแต่ละประเทศที่มีเงื่อนไขแตกต่างกันออกไปตามลักษณะของเศรษฐกิจ ซึ่งนายปีเกต์เชื่อว่าสมาชิกบางประเทศของอาเซียนมีความพร้อมที่จะบรรลุข้อตกลงเอฟทีเออาเซียน-อียู ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาที่มีเศรษฐกิจขนาดเล็ก เช่น สปป.ลาว กัมพูชา และพม่าจะร่วมลงนามในข้อตกลงเอฟทีเออาเซียน-อียูในภายหลัง
ก่อนหน้านี้นายปีเตอร์ แมนเดลสัน อดีตผู้แทนการค้าอียู กล่าวว่าความทุ่มเทของประเทศสมาชิกอาเซียนในการรักษาความสงบและความมั่นคงของภูมิภาค รวมทั้งศักยภาพทางเศรษฐกิจทำให้อาเซียนเป็นพันธมิตรที่สำคัญของอียู ซึ่งเมื่อนำคำพูดของนายปีเกต์มาประกอบแล้วจะเห็นได้ว่าอียูมีความกระตือรือร้นในการสานสัมพันธ์ทางการค้ากับอาเซียนให้เหนียวแน่นยิ่งขึ้นมากเพียงใด
ที่มา: http://www.thannews.th.com/detialNews.php?id=T0923902&issue=2390
คำถามท้ายเรื่อง
1. อียูวางรากฐานด้านการค้ากับอาเซียน เพื่อรองรับการฟื้นตัวของภาพเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ผ่านช่องทางใด
2. การเจรจาเอฟทีเอ อาเซียน-อียู ครั้งต่อไปในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ประเทศใดเป็นเจ้าภาพ
3. อุปสรรคสำคัญในการจัดทำเอฟทีเออาเซียน-อียู อยู่ด้วยกัน 2 ประการได้แก่อะไร
วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2552
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
4 ความคิดเห็น:
คำตอบคือ
1.ผ่านช่องทางการเปิดเขตการค้าเสรี(เอฟทีเอ)ระหว่างอียูกับอาเซียน
2.ประเทศมาเลเซียเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุม
3.อุปสรรคสำคัญ 2 ประการได้แก่
3.1 การที่อาเซียนไม่ใช่สหภาพที่จัดตั้งขึ้นอย่างเป็นระบบ ดังนั้นในท้ายที่สุดแล้วอียูจะต้องลงนามในข้อตกลงเอฟทีเอกับประเทศสมาชิกแต่ละประเทศ
3.2 การที่เศรษฐกิจของประเทศสมาชิกอาเซียนมีความแตกต่างและหลากหลายได้กลายเป๋นอุปสรรคต่อการเปิดเอฟทีเอกับอียู
ชื่อ นางสาวกชพร ภู่อนุสรณ์ชัย เลขทะเบียน 4821246
คำตอบคือ
1. ผ่านช่องทางการเปิดเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ระหว่างอียูกับอาเซียน
2. ประเทศมาเลเซีย
3. อุปสรรคประการแรก คือ การที่อาเซียนไม่ใช่สหภาพที่จัดตั้งขึ้นอย่างเป็นระบบ ดังนั้นในท้ายที่สุดแล้วอียูจะต้องลงนามในข้อตกลงเอฟทีเอกับประเทศสมาชิกแต่ละประเทศ และอุปสรรคประการที่สอง คือ เศรษฐกิจของประเทศสมาชิกอาเซียนมีความแตกต่างและหลากหลาย
นาย ภัทรศัย แซ่อ๋อง
เลขทะเบียน 48110560
คำตอบคือ
1.ผ่านช่องทางการเปิดเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ระหว่างอียูกับอาเซียน
2.ประเทศมาเลเซียเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุม
3.อุปสรรคสำคัญ 2 ประการคือ
1. การที่อาเซียนไม่ใช่สหภาพที่จัดตั้งขึ้นอย่างเป็นระบบ ดังนั้นในท้ายที่สุดแล้วอียูจะต้องลงนามในข้อตกลงเอฟทีเอกับประเทศสมาชิกแต่ละประเทศ
2. การที่เศรษฐกิจของประเทศสมาชิกอาเซียนมีความแตกต่างและหลากหลายได้กลายเป๋นอุปสรรคต่อการเปิดเอฟทีเอกับอียู
คำตอบคือ
1.ผ่านช่องทางการเปิดเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ระหว่างอียูกับอาเซียน
2.ประเทศมาเลเซียเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุม
3.อุปสรรคสำคัญ 2 ประการคือ
1. การที่อาเซียนไม่ใช่สหภาพที่จัดตั้งขึ้นอย่างเป็นระบบ ดังนั้นในท้ายที่สุดแล้วอียูจะต้องลงนามในข้อตกลงเอฟทีเอกับประเทศสมาชิกแต่ละประเทศ
2. การที่เศรษฐกิจของประเทศสมาชิกอาเซียนมีความแตกต่างและหลากหลายได้กลายเป๋นอุปสรรคต่อการเปิดเอฟทีเอกับอียู
นางสาวกมลพรรณ ฤทธิเลิศ
เลขทะเบียน 48210193
แสดงความคิดเห็น